คอลัมน์ เกรียนเขียนบอล by Stivie T : วัดกันไปเลย
ไม่รู้ว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตหรืออย่างไร ถึงได้ดลบันดาลให้ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบรองชนะเลิศ เป็นการโคจรมาพบกันของสองทีมที่แก่งแย่งการเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนในเวลานี้อย่างไทย-เวียดนาม
เดิมทีทั้งคู่คาดกันว่าน่าจะไปเจอกันในรอบชิงชนะเลิศ แต่ด้วยความที่เวียดนามพลาดท่าไม่สามารถปิดจ็อบอินโดนีเซียในเกมก่อนได้ ทำให้พวกเขาจบรองแชมป์กลุ่ม ต้องมาเจอกับไทยเร็วกว่ากำหนด
ว่ากันตามตรงเชื่อว่าทีมจากกลุ่มบีเองค่อนข้างกังวลที่จะเจอกับทีมชาติไทยพอสมควร เพราะเห็นได้เลยว่าในเกมนัดสุดท้ายของกลุ่มบี ทั้งเวียดนามกับอินโดนีเซีย ต่างพยายามยิงประตูให้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้ารอบมาไม่เจอกับทีมชาติไทย แต่สุดท้ายเวียดนามก็ยิงไม่พอ
จะเห็นได้ว่าหลังจบเกมหน้าตาของนักเตะเวียดนามออกจะผิดหวังเล็กน้อยที่ต้องมาเจอกับทีมชาติไทยเช่นกัน
ในมุมมองของทีมชาติไทยเอง อาจจะแค่เซอร์ไพรส์ แต่คงไม่ได้ตกใจอะไรขนาดนั้น เพราะก็ทำตามหน้าที่ของตัวเองด้วยการจบเป็นแชมป์กลุ่มอยู่แล้ว และว่ากันตามตรงถ้าจะเป็นแชมป์ต้องชนะให้ได้ทุกทีม
และเอาจริงๆ เท่าที่ดูจากหลายๆ นัดที่ผ่านมา มองว่าถ้าเจอกับอินโดนีเซียในเวลานี้ อาจจะเป็นงานยากกว่าเวียดนามด้วยซ้ำ
เพราะอินโดนีเซียของโค้ช ชิน แท ยัง เล่นได้อย่างดุเดือด และเป็นบอลเอนเตอร์เทนมากๆ แถมจากการยันเสมอเวียดนาม ต่อด้วยถล่มมาเลเซีย ทำให้พวกเขามีความมั่นใจมากกว่า
ในขณะที่เวียดนาม สภาพจิตใจถือว่าไม่ค่อยดีตั้งแต่แพ้รวด 6 เกมในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก บวกกับหลังเกมเสมออินโดนีเซีย ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของพวกเขาไปพอสมควร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือสถิติการคุมทีมของปาร์ค ฮัง ซอ เวลาเจอกับทีมชาติไทย 5 ครั้งยังไม่เคยแพ้ให้กับทีมชาติไทยเลย และถ้านับเฉพาะชุดใหญ่ ยังเคยบุกมาเอาชนะถึงถิ่น 1-0 ในศึกคิงส์คัพ เมื่อปี 2019 อีกด้วย
แต่ชั่วโมงนี้ บอกเลยว่าทีมชาติไทยเองก็มีความมั่นใจอย่างมาก แถมสภาพร่างกายพร้อมกว่า ตัวหลักได้พักกันมาเต็มที่ในเกมสุดท้าย รวมถึงมีเวลาพักมากกว่า 1 วันด้วย
ยิ่งทีมชาติไทยชุดนี้ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดในรอบหลายๆ ปี นาทีนี้ถึงเวลาได้วัดกันจริงๆ แล้วว่าใครคือเบอร์ 1 อาเซียนตัวจริง
ไม่กลัวอยู่แล้ว…….

