ชำแหละสถิติ ‘ช้างศึก VS เวียดนาม’ ก่อนตัดเชือกซูซูกิ คัพ 2020
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคู่รองชนะเลิศในศึกชิงเจ้าอาเซียน หรือ ซูซูกิ คัพ 2020 จะเป็นการโคจรมาพบกันของสองทีมเต็งแชมป์คู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่าง ‘ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทย และ “ทัพดาวทอง” ทีมชาติเวียดนาม
อีกคู่ “เจ้าภาพ” สิงคโปร์ จะพบกับ “อิหนา” อินโดนีเซีย
หลายคนยกให้การเจอกันของ “ช้างศึก VS ดาวทอง” ควรที่จะเป็นคู่ชิงชนะเลิศในปีนี้มากกว่า…
แต่…กลับกลายเป็นว่าต้องมาเจอกันเร็วตั้งแต่ไก่โห่ในรอบตัดเชือกในวันที่ 23 และ 26 ธันวาคมนี้ คิกออฟเวลา 19.30 น. ทั้ง 2 เกม
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลต่างตั้งตารอกับแมตช์นี้อย่างใจจดใจจ่อ เป็นเพราะทั้งคู่ที่ไม่ว่าจะเจอกันในทัวร์นาเมนต์ไหน รุ่นอายุไหนก็ตาม จะวิ่งใส่กันแบบไม่มียั้งตลอด 90 นาทีเต็มอยู่เสมอ เพื่อแย่งชิงศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าอาเซียนที่ไม่มีใครยอมใคร…
หากย้อนกลับไปในอดีตนั้นผู้เล่นของทัพดาวทอง ยังมีฝีเท้าที่เป็นรองไทยอยู่พอสมควร และทุกครั้งที่ต้องเจอกัน ก็จะเป็นไทยที่พาเหรดเดินหน้าไล่บี้กะซวกประตูอยู่ฝ่ายเดียว
กระทั่งเวียดนามค่อยๆ ใช้เวลาพัฒนาตัวเองขึ้นมาในภายหลัง เริ่มจากการมีลีกในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการลงไปใส่ใจกับระบบเยาวชน เพื่อใช้ต่อยอดแข้งฝีเท้าดีขึ้นไปสู่ทีมชาติชุดใหญ่ และใช้ความสนิทสนมรู้ใจใส่เข้าไปในแทคติก จนเริ่มทำผลงานได้ดีตามการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ทั้งในชุดเยาวชน และทีมชาติชุดใหญ่ จนสามารถขยับขึ้นไปเทียบชั้นกับทัพช้างศึก เหมือนในปัจจุบัน
ด้วยความกระหาย และความเคียดแค้นในอดีตที่สะสมมาอย่างยาวนานหลายสิบปีตลอดที่อยู่ใต้ร่มเงาของไทย ทำให้เวียดนามที่มีระบบฟุตบอลที่ชัดเจนขึ้นจากฝีมือของ ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้ที่เข้ามากุมบังเหียนในปี 2017 คิดที่จะก้าวขึ้นไปท้าทายล้มทัพช้างศึกเป็นเบอร์ 1 ในแถบอาเซียนให้ได้สักครั้ง และดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสำเร็จไปแล้วด้วยซ้ำ
ด้วยการทำผลงานอันดับโลก หรือ ฟีฟ่าแรงกิ้ง ขยับนำหน้าทัพช้างศึกที่รั้งอยู่ในอันดับ 118 ในปัจจุบัน แซงขึ้นไปรั้งอยู่ในอันดับ 99 ของโลก…!!!
แถมเวียดนามชุด ยู-23 ยังสามารถบุกไปคว้ารองแชมป์เอเชีย 2018 ที่ประเทศจีนมาได้ พร้อมต่อยอดด้วยการทะลุเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จนกลายมาเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียนอยู่ในขณะนี้
ส่วนหนึ่งที่ทำให้เวียดนาม ค่อยๆ ขึ้นมาครองเจ้าอาเซียนได้ก็เป็นเพราะทัพช้างศึกในช่วงเวลานั้น กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายสายเลือดใหม่หลังจาก “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อำลาตำแหน่งกุนซือของทีมไป
ทีมชาติไทยก็ไม่ได้มีฟอร์มที่คงเส้นคงวาเหมือนแต่ก่อน กว่าจะกลับมาจูนเครื่องกันติด และมีชุดผู้เล่นที่แข็งแกร่งครบทุกตำแหน่งเหมือนในปัจจุบันก็ใช้เวลาไปพอสมควร
และสิ่งที่ทำให้แมตช์ ช้างศึกปะทะดาวทอง ทวีความเดือดขึ้นไปอีกขั้นนั้น ก็เป็นเพราะแฟนบอลทั้งสองทีมต่างเกลียดชังกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประจวบกับเหล่าเกรียนคีย์บอร์ดของทั้งไทยและเวียดนาม ก็พร้อมยั่วยุพ่นคำด่าแสบๆ ใส่กันทุกเมื่อที่เจอกัน หรือแม้แต่ไม่ได้เจอกันในสนาม หากทีมใครเป็นฝ่ายพลาดท่าทำผลงานห่วยขึ้นมา ก็พร้อมที่จะโดนบุกไปป่วนตามสื่อโซเชียลมีเดียแบบแสบๆ คันๆ ทันที
หากย้อนกลับไปดูสถิติการดวลแข้งในสนามของทัพช้างศึก และเวียดนามนั้น ถือว่าเจอกันมาอย่างยาวนานหลายถ้วยหลายรายการ นับตั้งแต่ปี 1956 เลยทีเดียว โดยทั้ง 2 ทีมลงห้ำหั่นในสนามกันไปแล้วทั้งสิ้น 51 นัด ซัดกันไฟแล่บไปถึง 147 ประตู แต่เป็นฝั่งทัพดาวทอง ที่ทำได้ดีกว่าเอาชนะไปได้ทั้งหมด 23 ครั้ง ขณะที่ไทย เอาชนะไปได้ 18 ครั้ง และจบที่ผลเสมอ 10 ครั้ง
โดยแข้งที่ซัดประตูได้มากที่สุดตลอดการพบกันเป็นฝั่งทีมชาติไทย จากฝีเท้าของ “อัลเฟรด” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ อดีตศูนย์หน้าทัพช้างศึก ที่ทำไปได้ทั้งหมด 6 ประตู ขณะที่ฝั่งเวียดนามเป็นทางด้านของ เล คอง วินห์ อดีตดาวยิงตัวเก่งที่ซัดไป 3 ประตู
ส่วนการเจอกันในศึกชิงเจ้าอาเซียน หรือ ซูซูกิ คัพ ตลอด 12 ครั้งที่ผ่านมานั้น ทั้งสองทีมเคยเจอกันไปแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง แบ่งเป็นรอบแบ่งกลุ่ม 2 ครั้งในปี 2008 ไทยชนะ 2-0 และปี 2012 ไทยชนะ 3-1 รอบรองชนะเลิศ 5 ครั้ง ในปี 1996 ไทยชนะ 4-2, ปี 1998 เวียดนามชนะ 3-0, ปี 2002 ไทยชนะ 4-0 และปี 2007 นัดแรกไทยชนะ 2-0 นัดสองเสมอ 0-0 ขณะที่รอบชิงชนะเลิศเคยเจอกันมาแล้ว 1 ครั้งถ้วนในปี 2008 นัดแรกเวียดนามชนะ 2-1 นัดที่สองเสมอ 1-1 ส่งผลให้เวียดนามคว้าแชมป์ ซูซูกิ คัพ ครั้งแรกในปีนั้น
อีกหนึ่งสถิติที่ยังคงเป็นความท้าทายของ ทัพช้างศึก ในการที่ต้องเจอกับเวียดนามชุดนี้นั้น คือนับตั้งแต่ที่ทัพดาวทองแต่งตั้งกุนซือ ปาร์ค ฮัง ซอ เข้ามาในปี 2017 พวกเขาก็ยังไม่เคยปราชัยให้กับทีมชาติไทยเลยแม้แต่นัดเดียว…!!!
ตลอด 5 นัดที่กุนซือจากแดนกิมจิยืนสั่งเกมอยู่ข้างสนามพวกเขาไม่เคยแพ้ให้กับทีมชาติไทย… ขอย้ำ…!!!
แม้ภาพรวมเวียดนามจะดูมีสถิติที่ดูดีกว่า ทัพช้างศึกอยู่เล็กน้อยแต่ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอด 90 นาทีในสนาม บวกกับทีมชุดนี้ของทัพช้างศึก ที่อุดมไปด้วยผู้เล่นที่มีศักยภาพเพียบพร้อมในทุกตำแหน่ง
ไม่แน่สถิติที่ยังไม่เคยแพ้ให้กับไทยของ ปาร์ค ฮัง ซอ อาจถูกทำลายลงในรอบรองชนะเลิศครั้งนี้ก็เป็นได้…

