พรีเมียร์ลีกท่ามกลางโอไมครอน ความปลอดภัย vs ผลประโยชน์
โอไมครอน เชื้อร้ายโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ กำลังออกอาละวาดอย่างหนักในประเทศอังกฤษ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นทุกๆ วัน ไม่เว้นแต่นักเตะพรีเมียร์ลีก ที่พบผู้เล่นและสต๊าฟติดเชื้อในสัปดาห์นี้ถึง 90 คน นับเป็นตัวเลขสูงที่สุดแซงหน้าสัปดาห์ที่แล้วเกือบ 50 คน แต่ก็มีนักเตะที่ต่างฟาดแข้งกันในสังเวียนแบบไม่มีหยุดมีหย่อน แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลถึงเรื่องนี้ก็ตาม
ตอนนี้เกมพรีเมียร์ลีกถูกเลื่อนออกไปแล้ว 10 นัด นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม แต่ทางพรีเมียร์ลีกออกมายืนยัน หลังจากหารือกับ 20 ทีมในลีกแดนผู้ดีว่า การแข่งขันพรีเมียร์ลีกจะดำเนินต่อไป แม้เชื้อร้ายโอไมครอนกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วเกาะอังกฤษ
ฤดูกาล 2019/20 เป็นปีแรกที่พรีเมียร์ลีกโดนเชื้อโควิด-19 เล่นงาน เกมการแข่งขันถูกหยุดชั่วคราวตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนจะกลับมาเตะกันตามปกติในเดือนมิถุนายน โดยสโมสร, ผู้เล่นและสต๊าฟ ต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันของพรีเมียร์ลีก ในช่วงแรกๆ นักเตะทุกคนต่างฝึกซ้อมเรียกความฟิตอยู่ที่บ้านผ่านโปรแกรมซูม โดยมีสต๊าฟคอยดูแลอย่างใกล้ชิด การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้จากตั๋วที่แฟนบอลซื้อเพื่อรับชมเกมส่วนนี้หายไป นักเตะทุกคนโดนลดเงินเดือน และหลายๆ สโมสรก็ประกาศพักงานพนักงานบางคน ก่อนที่สถานการณ์จะค่อยๆ คลี่คลายขึ้น

พรีเมียร์ลีกออกมาประกาศภายหลังว่าจะเริ่มใช้ “โปรเจ็กต์รีสตาร์ท” โดยกำหนดให้นักเตะจะกลับมาซ้อมที่สนามซ้อมวันแรกคือวันที่ 19 พฤษภาคม แต่เป็นการซ้อมแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่มีการสัมผัสตัวกันระหว่างนักเตะ ก่อนที่การซ้อมรอบที่สองจะอนุญาติให้นักเตะสัมผัสตัวกันได้ และกลับมาลงแข่งนัดแรกวันที่ 17 มิถุนายน แต่เป็นการแข่งแบบปิดสนาม ไม่มีแฟนบอลเข้ามารับชมเกม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แฟนบอลมารวมตัวกัน จนอาจจะเกิดเป็นคลัสเตอร์ใหม่ได้
ช่วงต้นฤดูกาล 2020/21 ในสนามยังคงไร้เสียงเชียร์จากแฟนบอล แม้สถานการณ์ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อจะลดลงจากฤดูกาลที่แล้วก็ตาม ก่อนที่เดือนธันวาคม 2020 จะเริ่มมีแนวคิดให้ผ่อนมาตรการให้แฟนบอลเขาไปชมเกมได้บางส่วน แต่ยังไม่ทันได้มีแฟนบอลเข้าชมเกมที่สนามก็ดันมีข่าวร้ายว่าโควิดสายพันธุ์เดลต้าระบาดหนักในประเทศอังกฤษ จนต้องกลับมาใช้มาตรการเดิม และภายหลังให้แฟนบอลเข้าชมเกมเต็มความจุของสนาม ในเดือนพฤษภาคม 2021
ล่าสุดฤดูกาล 2021/22 ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับมาปกติอีกครั้ง แฟนบอลเข้าชมเกมเต็มความจุของสนาม เสียงเชียร์โห่ร้องดังก้องกังวาลทั่วสนาม ไม่มีมาตรการบังคับให้เว้นระยะห่างทางสังคม และไม่ต้องสวมใส่แมสก์ตลอดเวลา แต่แล้วความอลเวงของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอนก็เริ่มระบาดอย่างหนัก มีผู้เล่นและสต๊าฟหลายคนติดโควิด จนส่งผลให้มีการเลื่อนโปรแกรมการแข่งขันออกไปหลายนัด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้มีการหารือกันระหว่างทีมในพรีเมียร์ลีกและฝ่ายจัด มีข้อสรุปได้ว่าพรีเมียร์ลีกจะทำการแข่งขันต่อไปแม้จะมีตัวเลขของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยสโมสรใดมีผู้เล่นถึง 13 คนที่สามารถลงแข่งได้ (ไม่รวมผู้รักษาประตู) จะไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนการแข่งขันออกไป

ส่วนทีมใดที่มีผู้เล่นไม่ถึงจำนวนโควต้าตัวสำรอง ให้ดันนักเตะจากทีมชุดรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีขึ้นสู่ชุดใหญ่ เนื่องจากเป็นการมองว่าจะทำให้นักเตะเหล่านี้มีประสบการณ์มากขึ้น ส่วนพรีเมียร์ลีกจะทบทวนสถานการณ์ และมาตรการความปลอดภัยในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เอฟเอ คัพ รอบ 3-4 ที่จะเตะกันในเดือนมกราคมปีหน้า จะเตะกันแบบนัดเดียวจบ ไม่มีนัดรีเพลย์
ส่วนคาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ฟาดแข้งกันช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ยังคงแข่งขันตามเดิม แต่รอบรองชนะเลิศ กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าจะลดจำนวนนัดลงจากแข่ง 2 นัด เหย้า-เยือน ให้เหลือแค่นัดเดียว
เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สูญเสียรายได้รวมกว่า 2 พันล้านยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ที่ไม่สามารถกวาดรายได้จากแฟนบอล และรายได้จากการถ่ายทอดสด
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พรีเมียร์ลีกไม่เลื่อนการแข่งขันออกไปก็เป็นได้ เพราะถ้าดูจากตัวเลขเม็ดเงินที่สูญเสียไปในฤดูกาลก่อน ต้องบอกเลยว่าเป็นใครก็คงไม่ยอมเสียเม็ดเงินขนาดนี้ไปอย่างแน่นอน
แต่หลายฝ่ายก็มองว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ค้านสายตาของใครหลายๆ คน เนื่องจากมองว่าพรีเมียร์ลีกให้ความสำคัญกับเม็ดเงิน และกลัวเสียผลประโยชน์ มากกว่าสุขภาพของนักเตะ
โธมัส แฟร้งค์ โค้ชจากทีมน้องใหม่ เบรนท์ฟอร์ด เป็นคนแรกที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ควรหยุดแข่งก่อนอย่างน้อย 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดก่อน ดีกว่าผู้เล่นจะลงไปนัวกันในสนาม ทำให้เชื้อกระจายตัวสู่นักเตะกันเองไวขึ้น
โธมัส ทูเคิล กุนซือของเชลซี ก็ประสบปัญหาผู้เล่นตัวหลักติดโควิด และสโมสรก็ได้แจ้งเรื่องไปยังพรีเมียร์ลีก ขอเลื่อนการแข่งออกไปก่อน แต่ทางพรีเมียร์ลีกยืนกรานที่จะปฏิเสธ เนื่องจากทางฝ่ายจัดมองว่ายังมีจำนวนผู้เล่นเพียงพอต่อการลงแข่ง

นายใหญ่สิงห์บลูส์กล่าวหลังจบเกมที่เสมอกับ วูล์ฟแฮมตัน 0-0 ว่าสุขภาพและความปลอดภัยของผู้เล่นทุกคนกำลังอยู่ในความเสี่ยงเป็นอย่างมาก หากว่าทำการแข่งขันกันต่อท่ามกลางการแพร่ระบาดของโอไมครอน
ศาสตราจารย์พอล ฮันเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ ถ้าหากพรีเมียร์ลีกลงทำการแข่งขันต่อในช่วงนี้ ก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือการระบาดอย่างหนักหน่วงในอีก 6 สัปดาห์ต่อจากนี้ได้เลย เพราะจะเป็นช่วงพีคของเจ้าเชื้อร้ายนี้
การที่หลายๆ ทีมมีนักเตะติดโควิด ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่ดูไม่สมน้ำสมเนื้อ ความเข้มข้นของเกมที่ปกติดุเด็ดเผ็ดมัน จะลดลงไปมากพอสมควร เพราะคุณภาพของผู้เล่นตัวสำรอง อาจจะไม่สามารถทดแทนฝีเท้าของผู้เล่นตัวหลักที่ขาดหายไป สิ่งที่น่ากังวลก็คงจะเป็นการเกิดความไม่ยุติธรรมเล็กน้อย หลายทีมอาจจะทำแต้มหล่นหายไม่น้อยในช่วงนี้ ทีมใดที่ไม่มีนักเตะติดโควิดก็ถือว่าโชคดี ที่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สามารถกอบโกยแต้มเอาไว้ในอ้อมอก นี่คือชะตากรรมที่ต้องน้อมรับ
หรือถ้าหากมองอีกมุมหนึ่ง พรีเมียร์ลีกอาจจะมั่นใจในมาตรการป้องกันที่พวกเขาเตรียมพร้อมเอาไว้อย่างดี เพราะจากที่ผ่านมาก็คุมตัวเลขผู้ติดใช้ไว้ได้อยู่หมัด แต่ถ้ามองกันในเคสนี้อย่างละเอียด โอไมครอนที่เป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ ที่กระจายตัวด้วยความรวดเร็ว มากกว่าสายพันธุ์เดลต้าหลายเท่า อาจจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม หากพรีเมียร์ลีกยืนยันที่จะจัดต่อ
อะไรๆ อาจจะแย่กว่าช่วงเบรกยาวฤดูกาลก่อนก็ได้ ใครจะไปรู้

