เปิดใจ ‘โค้ชโย่ง’ ผู้สร้างฝันร้ายอิเหนา ส่งไม้ต่อ ‘มุ้ย’ ซัดซ้ำรอย 21 ปีก่อน
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รายการ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” รอบชิงชนะเลิศ ในปีนี้จะเป็นการลงฟาดแข้งชิงเจ้าอาเซียนกันระหว่าง “ช้างศึก” ทีมชาติไทย และ “อิเหนา” อินโดนีเซีย ที่มีคิวลงสนามกัน 2 นัด ในวันที่ 29 ธันวาคม 2564 และวันที่ 1 มกราคม 2565 นี้
ย้อนกลับไปในอดีตการเจอกันของทัพ “ช้างศึก” และแข้ง “อิเหนา” ที่ไม่ว่าจะโคจรมาเจอกันในทัวร์นาเมนต์ไหน ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่มีความดุเดือด เข้มข้น เร้าใจ และต่างไม่มีใครยอมใครในศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าอาเซียนกันมาโดยตลอด
ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกันในรอบชิงชนะเลิศในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เชื่อว่าแฟนบอลอินโดนีเซียคงไม่มีใครที่จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศ ศึก “ไทเกอร์ คัพ ปี 2000”
เพราะแฟนอิเหนาต้องเจอฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนจากฝีเท้าของ “โย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ อดีตดาวยิงทีมชาติไทย ที่ซัดแฮตทริกใส่ทีมชาติอินโดนีเซีย พร้อมพาทัพช้างศึกผงาดครองคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน อีกทั้งยังสร้างสถิติชนะรวด 100 เปอร์เซ็นต์ในปีนั้นด้วย

สำหรับ วรวุธ ศรีมะฆะ หรือ “โค้ชโย่ง” ในปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งแข้งระดับตำนานของไทยที่ผ่านประสบการณ์บนเวทีฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนมาอย่างโชกโชน ด้วยการคว้าแชมป์ถึง 3 สมัยในปี 1996, 2000 และ 2002 และยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดอันดับ 3 ประจำทัวร์นาเมนต์ด้วยจำนวน 15 ประตู

“โค้ชโย่ง” เล่าถึงความรู้สึกในเกมรอบชิงกับอินโดนีเซีย เมื่อปี 2000 ว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศที่ได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลไทยหลายหมื่นคนในสนามราชมังคลากีฬาสถาน รวมถึงผลงานของตัวเองในตอนนั้น คว้าดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ ด้วยการยิงทั้งหมด 5 ประตูด้วย ซึ่งเรื่องราวในวันนั้นยังคงเป็นความสุดยอดในชีวิตที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ และยอมรับว่าเมื่อก่อนอินโดฯ ถือว่าเป็นทีมที่อยู่ในระดับชั้นนำของอาเซียนเหมือนกับไทย และถือเป็นคู่แข่งที่เจอกันบ่อยมากที่สุด ไม่ว่าจะรายการไหนก็ตาม

“ความยากเมื่อก่อนในการเจอกับอินโดฯ เป็นเพราะมันเป็นบอลนัดเดียวจบ ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว แต่ด้วยศักยภาพของผู้เล่นไทยหลายคนในช่วงเวลานั้น ถือว่าอยู่ในช่วงที่ดีมากๆ ทำให้เวลาที่ลงไปเล่นในสนาม พวกเราจะไม่มีความกดดัน หรือหวาดกลัวอะไรกับอินโดฯ เลยแม้แต่น้อย ส่วนความเข้มข้นดุเดือดของเกมไทยกับอินโดฯ ในอดีตนั้นถือว่ายังไม่เท่ากับไทยเจอเวียดนามในปัจจุบัน เพราะเมื่อก่อนไม่มีโลกโซเชียลให้แฟนบอลมาวิพากษ์วิจารณ์กันหลังจบเกมเหมือนในตอนนี้”

ส่วนเหตุการณ์ที่โค้ชโย่งประทับในมากที่สุดตลอดการได้ลงเล่นในถ้วยใบนี้ เขาเล่าว่า คงเป็นการคว้าแชมป์ 3 สมัย เพราะไม่ว่าฟุตบอลรายการไหนที่มาจัดในย่านอาเซียน หากลงเล่นในนามทีมชาติไทยก็จะกดดันพอสมควร แต่การได้แชมป์เป็นครั้งแรกก็ถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ในชีวิต และเมื่อไหร่ที่เราเป็นแชมป์ก็มักจะถูกจดจำอยู่เสมอ ซึ่งในแต่ละครั้งที่ลงเล่นรายการนี้ก็ยากอยู่เสมอเช่นกัน โดยเฉพาะการป้องกันแชมป์ที่ถือว่าท้าทายพอสมควรเลยทีเดียว

สำหรับเกมที่กำลังจะเกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศของศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 อดีตดาวยิงทีมชาติไทยแสดงความเห็นว่า เกมรอบชิงชนะเลิศก็คงอาจจะเหมือนรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา เพราะฟุตบอลมี 2 นัดให้แก้ตัว นัดแรกอาจจะได้เห็นทั้ง 2 ทีมจะวิ่งแลกใส่กันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่คงไม่ใช่ 90 นาทีเต็มแน่นอน เพราะยังมีนัดที่ 2 ให้ได้ลงเล่นอีก หรือไม่ก็คงจะเล่นแบบระมัดระวังตัวกันไปก่อน จังหวะไหนที่บุกแล้วได้เปรียบก็คงจะบุก แต่ถ้าจังหวะไหนบุกแล้วไม่ได้เปรียบก็คงจะต้องเล่นแบบระมัดระวังตัวไว้
“แต่หากเป็นการแข่งขันนัดเดียวเหมือนอดีต คิดว่าการเจอกันของสองทีมนี้คงจะสนุกแน่นอน และคิดว่าจังหวะเข้าปะทะก็คงจะหนักกว่านัดที่เจอกับเวียดนามในเกมรอบรองฯ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะฝั่งอินโดฯ ที่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์พวกเขาไม่ได้หวังที่จะเข้ามาถึงรอบชิงฯ อยู่แล้ว แต่เมื่อพวกเขาทำได้เกินความคาดหมายแบบนี้แล้วก็ไม่มีอะไรจะต้องเสีย และคิดว่าพวกเขาคงจะเดินเกมรุกแลกใส่อย่างแน่นอน”
นอกจากนี้ “โค้ชโย่ง” ยังได้กล่าวถึงดาวยิงช้างศึกรุ่นน้องอย่าง “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา เจ้าของดาวซัลโวสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ด้วยจำนวน 19 ประตู ว่าอยากให้มุ้ยทำแฮตทริกให้ได้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เพราะใน 2 นัดรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมากับเวียดนาม ถือว่าทำงานได้หนักมาก และเชื่อว่าเกมนี้มุ้ยมีโอกาสที่จะซัดประตูใส่อินโดนีเซียได้ เพราะกองหลังอินโดนีเซียไม่ได้เล่นหนักเหมือนกับเวียดนาม และอีกอย่างคือเรามีผู้เล่นที่คอยป้อนบอลสร้างสรรค์โอกาสให้กับมุ้ยอยู่ตลอด ดังนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นประตูที่ 20 ของมุ้ยในเกมนัดชิงชนะเลิศครั้งนี้

“ผมให้ 290 เปอร์เซ็นต์ไปเลยดีกว่า อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เอาไว้ลอยๆ คือไม่ว่าจะเป็นผม หรือแฟนบอลในอาเซียนเขาก็ต่างคิดเหมือนกับเราหมดว่าไทยดูดีกว่าอย่างชัดเจน เกมแรกอาจจะชนะ 2-0 ส่วนเกมที่ 2 อาจจะสัก 3-1 ละกัน เพราะอินโดนีเซียเวลาเขาบุกมักจะชอบบุกแบบลืมหลังบ้าน ดังนั้น ช่องโหว่ตรงนี้ที่เราเด่นในเรื่องของลูกโต้กลับก็จะลงโทษพวกเขาได้แน่นอน” โค้ชโย่งกล่าวปิดท้าย
จากฝันร้ายของแฟนบอลอินโดนีเซียนในรอบชิงชนะเลิศเมื่อ 21 ปีก่อนที่ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เคยฝากไว้ อาจจะซ้ำรอยอีกครั้งก็เป็นได้จากฝีเท้าของ “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ในเกมชิงดำที่กำลังจะเกิดขึ้น แฟนบอลชาวไทยมาร่วมกันเอาใจช่วยให้ “ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทยทวงแชมป์อาเซียน สมัยที่ 6 ในรอบกว่า 5 ปี กลับมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่กับแฟนบอลชาวไทยได้มีความสุขกันอีกครั้ง…


