3 กูรูบอลไทย ‘โค้ชหรั่ง-โค้ชเฮง-เดอะตุ๊ก’ วิเคราะห์ช้างศึก vs อิเหนา ชิงเจ้าอาเซียน
จากผลงานอันร้อนแรงของ “ทัพช้างศึก” ฟุตบอลทีมชาติไทย หลังจากปราบคู่รักคู่แค้นอย่าง “ดาวทอง” เวียดนาม ลงได้ในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา พร้อมคว้าตั๋วเข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” พบกับ “อิเหนา” อินโดนีเซีย ที่สิงคโปร์ เนชั่นแนล สเตเดียม 2 นัด โดยนัดแรก วันที่ 29 ธันวาคม 2564 และนัดสอง วันที่ 1 มกราคม 2565
ในครั้งนี้ทีมข่าวกีฬา “มติชน” ขอนำแฟนฟุตบอลชาวไทยไปฟังบทวิเคราะห์จาก 3 กูรูลูกหนังเมืองไทย ประกอบด้วย “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล, “เดอะตุ๊ก” น.อ.ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และ “โค้ชหรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน ซึ่งในโอกาสนี้ได้มาร่วมแสดงทรรศนะถึงเกมรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ระหว่าง “ช้างศึก” และ “อิเหนา” ว่า รูปเกมจะออกมาในลักษณะใด และฝ่ายไหนจะเข้าวินเส้นชัยครองเจ้าอาเซียน
เริ่มต้นกันที่ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล วิเคราะห์ว่า ก่อนอื่นอย่าลืมว่าอินโดนีเซีย ในอดีตเคยเป็นเบอร์หนึ่งเอเชียมาก่อน นักเตะหลายคนมีความสามารถเฉพาะตัวสูง และมีความรวดเร็ว ซึ่งในหลายๆ เกมที่ผ่านมา ได้ชมฟอร์มของอินโดฯ จะนึกถึงสมัยก่อน ซึ่งเราเอาชนะเขาได้ยากมาก แต่ด้วยคุณภาพผู้เล่นไทยในตอนนี้ ส่วนตัวมองว่าเราเหนือกว่าอินโดฯ อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือแนวทางการเล่นที่ต้องชัดเจนมากกว่านี้ แน่นอนเรามีนักเตะที่มีประสบการณ์ และมีทักษะการเล่นที่สูงมาก ซึ่งสองสิ่งนี้แทบจะช่วยไม่ได้เลยถ้ามีแนวทางการเล่นที่ไม่ชัดเจน
โค้ชเฮงกล่าวอีกว่า แนวทางที่ว่าคือ การเล่นเกมรุก บางครั้งผู้เล่นไทยเคลื่อนที่เยอะเกินไป และไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะอยู่ เราจะเห็นว่ามีผู้เล่นในแดนกลางหลายคน ทั้ง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์, “กัน” ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร, “และห์” กฤษดา กาแมน และ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ที่สามารถส่งบอลทะลุทุลวงได้ดีมาก แต่ถ้ายังยืนสะเปะสะปะกันอยู่ หรือยืนไม่ถูกตำแหน่ง ก็เท่ากับว่าจุดเด่นตรงนี้จะไม่เกิดขึ้นในสนาม นั่นคือสิ่งที่เราต้องระวัง
“ชนะก่อนได้เปรียบ อย่างที่บอกเราต้องดูในเกม แต่ถ้าเราวิเคราะห์ ทีมไทยก็มีโอกาสที่จะชนะอินโดฯได้อยู่แล้ว ด้วยคุณภาพผู้เล่น เพียงแต่ว่าใน 1 นาทีที่เราเปิดเกมรุกโจมตียังไม่ค่อยแน่นอน การส่งบอลในแนวตั้งของไทยทำได้ดีในหลายๆ คน เพียงแต่ว่าเราใช้ประโยชน์ในส่วนนี้ได้น้อยเกินไป ฟุตบอลเป็นเรื่องของการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ซึ่งแน่นอนทีมไทยทำได้ดีในแมตช์กับเวียดนามโดยเฉพาะเกมแรก ซึ่งอินโดฯ เองเขาก็เป็นทีมที่รับลึก และรับอยู่บริเวณกลางสนามได้ดี รวมถึงเล่นลูกโต้กลับได้ดี โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีความเร็ว เพราะฉะนั้นผมก็ยังเป็นห่วง หากเรายังเปิดเกมรุกแบบสะเปะสะปะ มันมีโอกาสที่จะเสียประตู ซึ่งความเสี่ยงในการเล่นเกมรุกถ้ามีเยอะมันก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเสี่ยงแล้วจบสกอร์ไม่ได้เราก็อาจจะเสียประตูได้ง่ายๆ”

“โค้ชเฮง” กล่าวเพิ่มเติมว่า มองรูปเกมที่จะเกิดขึ้นแล้ว ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีการยิงประตูกันเยอะ เพราะอินโดนีเซีย เป็นทีมที่เล่นเกมโต้กลับได้ดี ส่วนไทยก็มีเกมรุก และมีผู้เล่นที่มีคุณภาพในทุกๆ ตำแหน่ง ผล 2 นัดน่าจะจบที่สกอร์ 2-1 ด้านสิ่งที่อยากจะฝากไปถึงนักเตะไทยที่จะลงเล่นในเกมนัดชิงกับอินโดฯ นั่นคือเรื่องของสติ และสมาธิ พยายามอยู่ในเกมให้ได้ หลายคนคงได้เรียนรู้ในเกมกับเวียดนามมาแล้ว หากควบคุมอารมณ์ได้ก็เชื่อว่าเราเอาชนะได้อยู่แล้ว
ขณะที่ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ระบุว่า อินโดนีเซียชุดนี้แตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ ชิน แต ยัง กุนซือชาวเกาหลีใต้เข้ามาทำทีม พวกเขาก็ดูเป็นมืออาชีพ และมีระบบที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานั้น เรื่องการรวมทีม, เรื่องระเบียบวินัย และเรื่องวิธีการเล่นมีข้อแตกต่างเป็นอย่างมาก แต่ ชิน แต ยัง ได้เข้ามาปรับในเรื่องทัศนคติ และระเบียบวินัย, การแต่งกาย และการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะเรื่องความตรงต่อเวลาที่สำคัญมากสำหรับฟุตบอล
อดีตเพชฌฆาตหน้าหยกทีมชาติกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ผู้เล่นอินโดนีเซียค่อนข้างที่จะสะเปะสะปะ บางคนมารายงานตัวทีมชาติสาย หรือบางคนก็เลื่อนหลายครั้ง ซึ่ง ชิน แต ยัง ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของนักเตะให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น ระบบการซ้อมก็มีความหนักหน่วงตามสไตล์เกาหลีใต้ และเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้มีความชัดเจน ดุดันมากขึ้น และถือว่าเป็นการสร้างทีมยกเครื่องใหม่หมด หากสังเกตผู้เล่นชุดนี้จะเป็นรุ่นอายุ 23 ปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกนักเตะที่เก่งๆ ประมาณ 5-6 คน ที่ดื้อรั้นนอกแถวก็ไม่ถูกเรียกตัวมาเล่นในครั้งนี้
“การสร้างทีมของเขา ไม่ได้หวังที่เข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศด้วยซ้ำ ผมเคยพูดคุยกับ ชิน แต ยัง และเขาพยายามจะสร้างทีมอินโดฯ ในอนาคตให้มันดี เพียงแต่ว่าพอสร้างทีมไปแล้วจังหวะมันลงตัวพอดีในทัวร์นาเมนต์นี้ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในส่วนที่เขาปรับปรุงทีมได้เร็วมาก ซึ่งตอนนี้ถือว่าพวกเขามาไกลมากๆ อินโดฯถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่สูงสุดแล้วที่ผ่านเข้ามาในรอบรอง และรอบชิง เพราะเขาไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรกว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ พวกเขาต้องการทำผลงานให้ดีที่สุด และเพื่อไปต่อยอดในอนาคต”

“เดอะตุ๊ก” กล่าวอีกว่า รูปเกมไม่มั่นใจว่าพอขาด “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ไปแล้วจะจัดระบบวิธีการเล่นแบบไหน อย่างไร แต่ มาโน่ โพลกิ้ง เฮดโค้ชช้างศึกเป็นคนที่คลุกคลีกับวงการฟุตบอลไทยมานาน และเริ่มเข้าใจบริบทจัดตัวนักเตะค่อนข้างดี เป็นโค้ชที่เปลี่ยนตัวเร็ว จัดตัวดี เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้คิดว่ามาโน่คงจะแก้ไขได้ ส่วนอินโดนีเซีย เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายกับเกาหลีใต้ ซึ่งพวกเขามีความรับผิดชอบต่อตำแหน่ง วิธีการเล่นโดยเฉพาะการรักษาพื้นที่ และเล่นได้อย่างดุดัน
“เวลาเจอไทย พวกเขาจะประเมินสถานการณ์ เขาคงไม่ได้มาแลก และคงจะเล่นในระบบ 4-5-1 ในลักษณะของเกมรับที่เหนียวแน่น และอาศัยจังหวะโต้กลับ ซึ่งเราเองต้องหาวิธีการเจาะ มาโน่คงจะรู้ว่าการเล่นวิธีไหนที่จะเจาะแนวรับของอินโดฯได้ ผมว่าเราอาจจะต้องดูไปทีละนัด ว่านัดแรกจะออกมาเป็นแบบไหน แต่ผมก็มองว่าไทยจะคว้าแชมป์ได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นนัดแรก หรือนัดสองที่จะตัดสินผลได้เลย และขอเป็นกำลังใจให้กับนักเตะทุกคนที่กำลังทำหน้าที่เพื่อชาติอยู่ เอาแชมป์กลับมาฝากคนไทยฉลองปีใหม่ให้ได้” เดอะตุ๊กกล่าว
ด้าน “โค้ชหรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน แสดงความเห็นว่า อินโดนีเซียชุดนี้คือชุดที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ชุดเยาวชนโลก ความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาสูงมาก เพราะอินโดฯเป็นบอลที่ใช้การลากเลื้อย ใช้ความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่ระบบการเล่นก็ไม่ได้เสถียรมากเท่าไหร ไม่มีระบบที่ชัดเจน และจะเน้นไปที่ความสามารถเฉพาะตัว และเล่นตามความถนัดมากกว่า เพราะฉะนั้นจุดเด่นชุดนี้ของอินโดฯคือการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่น และมีลูกโต้กลับที่อันตราย จะมาครองบอล เซตบอลสวยงามแบบเรา คงจะไม่ได้เห็นจากอินโดฯ แน่นอน หรือเปรียบเป็นมวยก็คงจะมวยแลกหมัดหนัก ใครดีใครอยู่
“โค้ชหรั่ง” กล่าวต่อว่า การที่อินโดนีเซียได้ ชิน แต ยัง ไปเป็นกุนซือก็ยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่วิ่งสู้ฟัดมากกว่าเดิมตามสไตล์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ระเบียบวินัยดีขึ้น และเล่นเป็นรูปแบบมากขึ้น นี่คือจุดเด่นของอินโดฯ แต่อย่าลืมว่าก็มีจุดอ่อนให้ได้เห็นในเกมที่ชนะสิงคโปร์ที่เหลือผู้เล่น 9 คน พวกเขายังเสียประตูทั้งที่ตัวผู้เล่นเยอะกว่า ความสามารถของกองหลัง และผู้รักษาประตูยังดูไม่ดีเท่าที่ควร และคิดว่ากองหน้าไทยน่าจะมีโอกาสได้หลุดเข้าไปยิงประตูได้แบบไม่ยาก

ดร.ชาญวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะในเกมแรก เราจะต้องทำให้ได้เหมือนกับที่เจอเวียดนาม ต้องชิงความได้เปรียบ เปิดเกมกดดัน แฟนบอลเห็นเกมแรกที่เล่นกับเวียดนามแล้วประทับใจมาก โดยเฉพาะช่วง 30 นาทีแรก เป็นภาพจำที่แฟนบอลชาวไทยอยากเห็นแบบนั้นอยู่ แต่เกมสองที่บุกไม่ขึ้น เป็นเพราะเวียดนามเขากดดันเราได้ดีมากๆ และเราก็ไม่ได้อยากเห็นแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดเกมแลกใส่อินโดฯ ตั้งแต่นัดแรกไปเลย เพื่อกุมความได้เปรียบเหมือนในเกมกับเวียดนามนัดแรก
“ผมคิดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งเกมที่สนุก และอาจจะมีการทำประตูเยอะในเกม เพราะอย่าลืมว่าทั้งคู่เป็นทีมที่เล่นบุก เปิดแลก และเชื่อว่าไทยน่าจะเอาชนะได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น 11 ตัวจริงในเกมนี้ มาโน่ จะต้องมองว่าใครฟิตที่สุด และสมบูรณ์ที่สุด แต่ตัวเก๋าที่มีประสบการณ์ทั้ง 3 คน ไม่เอาลงไม่ได้แน่นอน ทั้ง เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์, อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน และมุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา แต่ธีราทรอาจจะลงไม่ได้ในนัดแรกเพราะติดโทษแบน ก็ต้องดูว่ามาโน่จะเลือกใครลงไปแทน เพราะทุกคนก็กระหายอยากที่จะลงสนามกันหมดในตอนนี้ และขอเป็นกำลังใจให้เอาแชมป์อาเซียนกลับมาเมืองไทยให้ได้เป็นของขวัญให้กับประชาชนชาวไทย”

นอกจากนี้ “โค้ชหรั่ง” ยังกล่าวชื่นชม “บอย” ฉัตรชัย บุตรพรม นายทวารทัพช้างศึกที่แม้ว่า 3-4 เกมแรกบางจังหวะออกมาตัดบอลได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่เกมที่เล่นกับเวียดนาม นัดสอง ต้องบอกว่า ฉัตรชัยทำได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะจังหวะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต้องชื่นชมในการตัดสินใจออกมาตัดบอลของเขา และขอเป็นกำลังใจให้เขากลับคืนสู่เวทีได้อีกครั้งหนึ่งในฐานะแฟนบอลไทยคนหนึ่ง ต้องขอชื่นชมเขาเลย
นี่คือทรรศนะของ 3 กูรูลูกหนังชื่อดังของไทยก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศระหว่าง “ช้างศึก” และ “อิเหนา” จะลงฟาดแข้งกันในช่วงค่ำวันนี้ ซึ่งจะเป็นไปตามที่ 3 กูรูได้ให้ทรรศนะไว้หรือไม่นั้น ต้องคอยติดตามกันแบบห้ามกะพริบตา…

