ช้างศึกถล่มการูด้า 4-0 ชนาธิปดาวซัลโวร่วม จ่อแชมป์สมัย 6 ฟันอัดฉีดทะลุ 46 ล้าน
“ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยจ่อทวงเจ้าอาเซียน สมัยที่ 6 ในรอบ 5 ปี หลังลงสนามปูพรมไล่ถล่มคว้าชัยเหนือ “การูด้า” ทีมชาติอินโดนีเซีย ขาดลอย 4-0 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รายการ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ที่สิงคโปร์ เนชั่นแนล สเตเดียม ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม
ทัพช้างศึกผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ด้วยการเอาชนะ เวียดนาม รวมผลสองนัดสกอร์ 2-0 ขณะที่ อินโดนีเซีย ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยการชนะ “เจ้าภาพ” สิงคโปร์ รวมผลสองนัดสกอร์ 5-3 โดยทีมชาติไทยผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นสมัยที่ 9 นับตั้งแต่ปี 1996 ส่วน อินโดนีเซีย มีดีกรีรองแชมป์รายการนี้ 5 สมัย
เกมนี้ มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือช้างศึกจัดทัพระบบ 4-2-3-1 ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน แผงหลังเรียงจากขวาไปซ้าย ฟิลิป โรลเลอร์, เอเลียส ดอเลาะ, กฤษดา กาแมน และ ทริสตอง โด ที่ได้รับโอกาสลงมาแทนที่ของ ธีราทร บุญมาทัน ที่ติดโทษแบน
แผงมิดฟิลด์นำโดย พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล จับคู่ทำเกมร่วมกับ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ โดยมี บดินทร์ ผาลา, สุภโชค สารชาติ และ “กัปตันเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำเกมในแนวรุก แดนหน้าฝากความหวังไว้กับ ธีรศิลป์ แดงดา ลุ้นทำประตู

ขณะที่ อินโดนีเซีย ของ ชิน แต ยัง กุนซือชาวเกาหลีใต้ ใช้ผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดประกอบด้วย ผู้รักษาประตู นาเดโอ อาร์กาวีนาตา แผงหลัง อัซนาวี มังกูวาลัม, ฟาซรุดดิน อายันโต, ริซกี รอมาดอนี และเอโด เฟบริอันซาห์ แผงกลางนำมาโดย อัลเฟียนดรา เดวังก้า จับคู่กับ รัคมัต อีร์ยานโต โดยมี วิตัน สุไลมาน, ริคกี้ กัมบัวยา และอิรฟาน จายา ทำเกมรุก ส่วนกองหน้าตัวเป้าใช้ เดดิค เซเตียวาน ลงล่าตาข่าย
เริ่มเกมได้มาได้เพียง 2 นาที ไทยได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะ ฟิลิป โรลเลอร์ รับบอลต่อจากสุภโชค ก่อนแหวกบอลหนีแนวรับอินโดนีเซีย พลิกเข้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา ไหลบอลมาเข้าทางชนาธิป ได้จังหวะซัดด้วยเท้าซ้าย บอลพุ่งเข้าประตูไปอย่างสวยงามให้ไทยขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 13 ไทยเกือบได้ประตูที่ 2 จากการโยนบอลเข้าไปลุ้นทางฝั่งซ้ายของสุภโชค และเป็นบดินทร์ ที่ได้จังหวะฮาล์ฟวอลเลย์ด้วยเท้าขวา ไปติด อัซนาวี มังกูวาลัม ที่สกัดออกจากเส้น ก่อนเป็น เอเลียส ดอเลาะ ตามมาโหม่งซ้ำจ่อๆ บอลข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย
นาทีที่ 38 ไทยเสียโควต้าเปลี่ยนตัวตั้งแต่ครึ่งแรก หลังจากที่ เอเลียส ดอเลาะ เข้าสกัดใส่ รัคมัต อีร์ยานโต ก่อนได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าจนเล่นต่อไม่ไหว ส่ง ปกเกล้า อนันต์ ลงมาแทน โดยถอย วีระเทพ ลงมายืนตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ๊กคู่กับ กฤษดา
อินโดนีเซีย เกือบได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 41 จากการเติมเกมรุกริมเส้นฝั่งซ้ายของ วิตัน สุไลมาน ผ่านบอลผ่านเข้าไปลุ้นในกรอบเขตโทษทะลุถึง อันเฟียนดรา เดวังก้า ได้โอกาสซัดบอลจ่อๆ ด้วยเท้าซ้ายข้ามคานอย่างน่าเสียดาย
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 45+3 ไทยเกือบได้ประตูหนีห่างอีกครั้ง จาก สุภโชค ใช้ความสามารถเฉพาะตัว เลี้ยงบอลหนีแนวรับของผู้เล่นอินโดฯ เข้าไปหน้ากรอบเขตโทษก่อนไหลบอลผ่านให้บดินทร์ ได้จังหวะเอียงตัวซัดด้วยขวาจ่อๆ แต่ยังกิน นาเดโอ อาร์กาวีนาตา ไม่ได้ จบครึ่งแรก ไทยนำ อินโดนีเซีย 1-0

เริ่มครึ่งหลัง นาทีที่ 52 ไทยได้ประตูทิ้งห่าง 2-0 จากเกมโต้กลับเร็ว ชนาธิปดีดบอลจังหวะเดียวให้ สุภโชค ได้เลี้ยงหลุดเข้าไปกรอบเขตโทษก่อนพลิกบอลกลับมาไหลคืนให้ ชนาธิปวิ่งเข้ามายิงด้วยเท้าขวาจ่อๆ เป็นประตูที่ 4 ของกัปตันเจในทัวร์นาเมนต์ พร้อมขึ้นนำดาวซัลโวร่วมกับ ธีรศิลป์ รวมทั้ง ซาฟาวี่ ราซิด ของมาเลเซีย และเบียนเวนิโด้ มารายาน ของฟิลิปปินส์
อีก 3 นาทีถัดมา ไทยได้โอกาสลุ้นประตูอีกครั้ง สุภโชค จ่ายบอลให้ชนาธิปในกรอบเขตโทษ ก่อนไหลบอลคืนตั้งป้อมให้ธีรศิลป์ วิ่งเข้ามายิงด้วยขวาเต็มแรง บอลโด่งหลุดข้ามประตูออกไป
นาทีที่ 61 อินโดนีเซีย มีโอกาสลุ้นประตูตีไข่แตก จาก ริคกี้ กัมบัวยา ไหลบอลทะลุตัดแนวรับผู้เล่นไทยไปถึง อิรฟาน จายา ที่วิ่งสอดขึ้นมาได้โอกาสล่อเป้าจ่อๆ แต่ศิวรักษ์ ยังเซฟช่วยทีมไว้ได้
ไทยได้ประตูทิ้งห่าง 3-0 ในนาทีที่ 67 ฟิลิป โรลเลอร์ วิ่งเติมขึ้นไปริมเส้นฝั่งขวา ก่อนไหลบอลตัดกลับเข้าไปให้ ปกเกล้าข้ามหลอกหนึ่งจังหวะ บอลไปถึงสุภโชค ได้โอกาสจับบอลก่อนเลือกมุมยิงมุดหนีมือประตูเข้าไปอย่างสวยงาม

นาทีที่ 75 ไทยเปลี่ยนผู้เล่น 2 ตำแหน่ง ส่งวรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ลงมาแทนชนาธิป และส่ง “ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ลงมาแทนศิวรักษ์ ซึ่งนับเป็นการลงสนามให้กับทีมชาติไทยของกวินทร์ ในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ 2019 ในเกมรอบรองชนะเลิศแพ้ให้กับ เวียดนาม 0-1 ที่ช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562

นาทีที่ 83 จากจังหวะความผิดพลาดของแนวรับอินโดนีเซีย วรชิตได้โอกาสแทงบอลทะลุช่องให้กับ บดินทร์ได้หลุดเข้าไปยิงให้ทีมหนีห่างเป็น 4-0
จบเกม ทีมชาติไทย ชนะ อินโดนีเซีย 4-0 ซึ่งนับเป็นชัยชนะที่ขาดลอยมากที่สุดในศึกชิงแชมป์อาเซียน ทำลายสถิติเดิมที่ทีมชาติไทย เคยชนะ อินโดนีเซีย 4-1 ในศึกชิงแชมป์อาเซียนเมื่อปี 2000 พร้อมกับทำให้ทีมชาติไทยจ่อคว้าแชมป์อาเซียน สมัยที่ 6 ในรอบ 5 ปี

สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศ นัดที่สอง ทีมชาติไทยจะลงสนามพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย แข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่สนามสิงคโปร์ เนชั่นแนล สเตเดียม ประเทศสิงคโปร์ เวลา 19.30 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 เอชดี และเอไอเอสเพลย์
ทั้งนี้หากทัพช้างศึกคว้าแชมป์นี้ได้จะได้รับเงินอัดฉีดมากถึง 46 ล้านบาท แบ่งเป็นจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ 10 ล้านบาท และ “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีม ผนึกกำลังกับภาคเอกชนและคนรักฟุตบอลไทย พร้อมร่วมกันหนุนให้กำลังใจทัพช้างศึก รวม 26 ล้านบาท รวมทั้งเงินรางวัลแชมป์จากทัวร์นาเมนต์นี้อีก 10 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 46 ล้านบาท




