หน้าแรก กีฬา Sport Scoops สกู๊ปหน้า 1 :...

สกู๊ปหน้า 1 : ก้าวใหญ่ ‘เจ ชนาธิป’ ย้ายร่วมทีมฟรอนตาเล่

9.01.22 | 07:20 น.

สกู๊ปหน้า 1 : ก้าวใหญ่ ‘เจ ชนาธิป’ ย้ายร่วมทีมฟรอนตาเล่

 

หลังจากที่วงการฟุตบอลไทยกลับมามีกระแสอีกครั้งเมื่อ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย สามารถคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับปี 2565 ที่ผ่านมา ล่าสุดก็ต้องบอกว่ากระแสฟุตบอลยังคงนำอย่างต่อเนื่อง เพราะล่าสุดนักเตะที่ถือว่าเป็นความหวังของแฟนฟุตบอลไทยทั่วประเทศอย่าง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กำลังจะยกระดับตัวเองอีกครั้งใน เจลีก ญี่ปุ่น ด้วยการย้ายจาก “นกเค้าแมวเมืองเหนือ” คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ไปอยู่กับสุดยอดทีมแห่ง พ.ศ.นี้ อย่าง คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ทีมที่ครองแชมป์เจลีกถึง 4 สมัยจาก 5 ฤดูกาลหลังสุด

“ชนาธิป” นั้นถือว่าเป็นต้นแบบของนักเตะไทยที่สามารถก้าวข้ามผ่านลีกในประเทศ ไปสู่ลีกที่สูงกว่าในระดับเอเชียอย่างเจลีกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ชนาธิปนั้นบรรลุ ข้อตกลงในการย้ายจาก “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ย้ายไปในช่วงเริ่มต้นเลกสองของลีกแดนซามูไร

แน่นอนว่านักเตะไทยทุกคนเมื่อไปเล่นยังต่างประเทศต้องเจอกับกำแพงมากมาย ทั้งเรื่องของภาษา, การปรับตัว, การห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งช่วงแรกเองชนาธิปนั้น ก็เจอกับปัญหาไม่น้อยในครึ่งฤดูกาลแรกของเขากับเจลีก แม้ว่าจะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีแค่ 1 แอสซิสต์เท่านั้น และยังไม่สามารถทำประตูได้

ทว่าการเข้ามาของ มิซ่า มิไฮโล เปโตรวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย ในช่วงปี 2018 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชนาธิปเลยก็ว่าได้ เมื่อถูกปรับตำแหน่งมาให้เป็นเพลย์เมกเกอร์มากขึ้น ได้ลงสนามถึง 31 นัดในทุกรายการ และทำไปได้ถึง 9 ประตู 3 แอสซิสต์ นอกจากนี้ ชนาธิปยังได้รับการโหวตจากแฟนบอลซัปโปโร เป็นนักเตะทรงคุณค่าของสโมสรประจำฤดูกาลนั้น

Advertisement

แถมสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักฟุตบอลไทยคนแรกที่ได้มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ เจลีก 2018 อีกด้วย นั่นคือจุดที่ทำให้ชนาคุงเริ่มเป็นที่ชื่นชมของแฟนคอนซาโดเล่มากยิ่งขึ้น ก่อนที่ทีมจะตัดสินใจซื้อตัวจากเมืองทองฯ มาร่วมทีมด้วยราคาค่าตัวราวๆ 85 ล้านบาทด้วยกัน พร้อมเซ็นสัญญายาวถึงปี 2025 เลยทีเดียว

ซึ่งจากผลงานอันยอดเยี่ยมของชนาธิปก็เป็นจุดที่ทำให้ตลาดนักเตะของเจลีก ญี่ปุ่น เริ่มหันมาสนใจนักเตะไทยมากขึ้น กลายเป็นการกรุยทางให้กับนักเตะไทย ทั้ง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน, “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา รวมถึง “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้โอกาสไปค้าแข้งที่แดนอาทิตย์อุทัยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รุ่นพี่ในทีมชาติอย่าง “ธีราทร” ที่สามารถแจ้งเกิดกับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส จนสามารถเป็นกำลังสำคัญของทีมในการคว้าแชมป์เจลีกได้เมื่อฤดูกาล 2019 เรียกว่าแซงหน้ารุ่นน้อง ทำประวัติศาสตร์เป็นนักเตะไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของญี่ปุ่นได้ ทว่าช่วงชีวิตของชนาธิป ต้องบอกว่าเข้าสู่ช่วงพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก เจอกับอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่ตลอด

โดยเฉพาะครึ่งฤดูกาลหลังของปี 2020 ที่แทบไม่ได้ลงเล่นเลย ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2021 ที่ยังได้ลงเล่นบ้าง สลับกับมีอาการบาดเจ็บบ้างมาตลอด จนกระทั่งชนาธิปได้มีการเปลี่ยนโค้ชฟิตเนสประจำตัวคนใหม่เป็นชาวบราซิล ที่เจ้าตัวถึงกับยอมรับว่าเหมือนได้ยกเครื่องร่างกายใหม่ทั้งหมด สามารถกลับมาลงเล่นได้อย่างต่อเนื่องช่วงท้ายฤดูกาล และกดไป 3 แอสซิสต์จาก 7 เกมที่ลงเล่นด้วยกัน

แล้วก็มาระเบิดฟอร์มในศึกชิงแชมป์อาเซียน ในฐานะ “กัปตันทีมช้างศึก” ทำไปถึง 4 ประตูคว้าดาวซัลโวร่วมกับ “มุ้ย” ธีรศิลป์ รวมถึงคว้ารางวัลนักเตะทรงคุณค่าของทัวร์นาเมนต์เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งไม่เคยมีนักเตะในอาเซียนคนใดสามารถทำได้ขนาดนี้อีกด้วย

ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มจากอดีตนักเตะ-โค้ช รวมถึงแฟนฟุตบอลเริ่มอยากเห็นชนาธิปนั้นยกระดับตัวเองอีกขั้น เพราะการอยู่กับซัปโปโรนั้น ชนาธิปอาจจะได้แค่มีฟอร์มดี พาทีมอยู่ช่วงกลางตาราง หรือรอดตกชั้นได้ แต่การถามหาความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยาก ทุกคนอยากเห็นชนาธิปย้ายไปอยู่กับทีมในยุโรปบ้าง หรือย้ายไปอยู่ในทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์เจลีกบ้าง

ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้ “พ่อจุ้ง” ก้องภพ สรงกระสินธ์ เองก็เคยบอกว่าตัวลูกชายเองอยากย้ายทีมอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ด้วยเรื่องสภาพร่างกายและอาการบาดเจ็บทำให้ยังไม่มีข้อเสนอเข้ามา จนในที่สุดความสามารถของชนาธิปนั้นก็ไปเข้าตาทีมอย่าง คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ทีมระดับแชมป์เจลีกในที่สุด และได้มีการเจรจากับซัปโปโรเพื่อดึงนักเตะไทยรายนี้ไปร่วมทีม

คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ เป็นทีมที่มีฉายาว่า “อัซซูร่า เนโร่” ซึ่งมาจากภาษาอิตาเลียน อัซซูร่า ที่แปลว่าสีฟ้า และเนโร่ ที่แปลว่าสีดำ นั่นก็คือ สีประจำสโมสรนั่นเอง ฟรอนตาเล่ต้องถือว่าเป็นยอดทีมแห่งยุคนี้ของแดนปลาดิบก็ว่าได้ เพราะพวกเขาเป็นทีมที่มีลุ้นแชมป์มาอย่างต่อเนื่อง เป็นทีมที่ยึดมั่นแนวทางฟุตบอลเกมรุกแบบสุดโต่ง ครองบอลเหนือกว่าคู่แข่งและพยายามหาทางทำประตูเรื่อยๆ

ซึ่งในฤดูกาล 2017 ที่พวกเขาปลดล็อกคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกของสโมสร ก็เป็นแชมป์ด้วยการที่มีแต้มเท่ากับ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ที่ 72 คะแนน แต่มีประตูได้เสียที่ดีกว่าจึงคว้าแชมป์ไปครอง จากนั้นก็ครองแชมป์ต่อเนื่อง พลาดแค่ปีเดียวคือ 2019 ที่จบอันดับ 4 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นทีมชั้นนำ ทำให้นักเตะในทีมนั้นก็ถูกทีมในยุโรปดึงตัวไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ฟรอนตาเล่ต้องเสียทั้ง คาโอรุ มิโตมะ ปีกตัวเก่งไปให้ ไบรท์ตัน ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ รวมถึง เรโอ ฮาตาเตะ ไปอยู่กับ กลาสโกว์ เซลติก และ อาโอ ทานากะ ไปอยู่กับ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ดังนั้น ทำให้พวกเขาต้องมองหาตัวแทนเข้ามาก่อนจะจิ้มมาที่ ชนาธิป เพราะว่าเป็น นักเตะที่คาดว่าจะเข้ามาแทน เรโอ ฮาตาเตะ ในแผงกลางของฟรอนตาเล่ที่เล่นระบบ 4-3-3 ซึ่งเป็นระบบที่ชนาธิปเองก็ถนัด เพราะในทีมชาติไทยก็เล่นระบบเดียวกัน รวมถึงจะขยับไปเล่นหน้าซ้ายแทนที่มิโตมะก็ได้เช่นกัน

การย้ายมาฟรอนตาเล่ของชนาธิป จะเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งในการยกระดับตัวเองไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าเดิม เป้าหมายสูงกว่าเดิม และมีความกดดันมากกว่าเดิม แต่ข้อดีก็คือจะได้พัฒนาการเล่นของตัวเอง ทั้งการเล่นในฟุตบอลถ้วยเอเชียอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงการจะได้ร่วมทีมกับนักเตะฝีเท้าชั้นนำของลีกทั้ง เลอันโดร ดามิเยา กองหน้าสัญชาติบราซิล และทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง โชโก ทานิกูจิ, มิกิ ยามาเนะ และ ยาสุโตะ วากิซากะ เป็นต้น

ซึ่งถ้าลองมองภาพว่าการจ่ายบอลของชนาธิป แต่มีตัวจบสกอร์ที่ดีกว่าตอนอยู่กับซัปโปโร จะทำให้ชนาธิปได้พัฒนาตัวเองมากขนาดไหน แต่การย้ายทีมใหม่ แน่นอนว่ามันก็ต้องมีเรื่องของการปรับตัว การแย่งชิงตำแหน่งในทีมกับนักเตะที่เป็น “เจ้าที่” ในตำแหน่งของชนาธิป ทั้ง ยาสุโตะ วากิซากะ ที่มีดีกรีทีมชาติญี่ปุ่น, เรียวตะ โอชิมะ และยังมีตัวที่ย้ายมาใหม่อย่าง ทัตสึกิ เซโกะ ด้วย

นั่นคือสิ่งที่ชนาธิปก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ใช่ที่ของเขาแบบ ตอนอยู่ซัปโปโรแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นก้าวที่น่าสนใจของเมสซี่เจอย่างแน่นอน กับการลุ้นเป็นนักเตะไทยคนที่ 2 ที่ไปถึงแชมป์เจลีก ซึ่งถ้าได้ปีนี้จะพาฟรอนตาเล่คว้าแชมป์ 3 ปีติดอีกด้วย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!