คอลัมน์เกรียนเขียนบอล : ปล่อยของเพื่อกลบแสง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงเป็นทีมที่มีผลงานเอาแน่เอานอนไม่ได้ แม้ว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมจาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มาเป็น ราล์ฟ รังนิค มาแล้วเกือบ 2 เดือน
เกมเอฟเอคัพที่ทีมปีศาจแดงเฉือนหวิวแอสตัน วิลล่า 1-0 ก็ยังไม่ได้เหนือกว่า ถ้าวีเออาร์ไม่ช่วยไว้ ก็คงตกรอบไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้เห็นจากเกมนี้ คือ การไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้นักเตะหลายคนมีแนวทางการเล่นที่เปลี่ยนไป
มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้ออกสตาร์ตตัวจริง มีอารมณ์ร่วมกับเกมอย่างมาก มีความมุ่งมั่น ไม่เหมือนกับ 2-3 เกมก่อนหน้านี้ที่มีโรนัลโด้ในสนาม บรูโน่ แฟร์นันเดส ไม่ต้องมองหาลูกพี่ ทำให้มีอิสระในการเล่นเหมือนฤดูกาลที่แล้ว คือ เล่นไปตามธรรมชาติ
โรนัลโด้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในหลายนัดที่ผ่านมา ว่าเขากลายเป็นศูนย์กลางของทีม ทุกคนต้องพาบอลขึ้นมาเพื่อให้กองหน้าโปรตุกีสจบสกอร์ ทำให้ธรรมชาติของหลายคนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบรรดาแนวรุกที่เคยทำผลงานได้ดีในฤดูกาลก่อน
อย่างไรก็ตามถ้ามองจากประตูที่ซีอาร์7 รวม 14 ประตูในฤดูกาลนี้ ถ้าไม่มีประตูเหล่านี้ ทีมปีศาจแดงจะตกไปอยู่ในอันดับ 14 ของพรีเมียร์ลีก และตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการเป็นทีมบ๊วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่มีโรนัลโด้ นักเตะคนอื่นๆ ก็ยังยิงประตูได้
ในวัย 36 เกือบ 37 ปีของโรนัลโด้ ถึงแม้จะได้รับคำชมว่าดูแลร่างกายได้อย่างเยี่ยมยอด แต่พิษสงในเรื่องอื่นๆ นอกจากการจบสกอร์ก็หายไปเยอะแล้ว ไม่มีจังหวะกระชาก เลี้ยงบอลกินตัวผ่านแนวรับคู่แข่งให้เห็นบ่อยนัก
นักเตะบิ๊กเนมหลายคนที่ยูเวนตุสก็เคยบ่นตรงกันว่า การเข้ามาของโรนัลโด้ทำให้ดีเอ็นเอของสโมสรจืดจางลงไป สถานการณ์ของแมนฯยูในฤดูกาลนี้ ก็คล้ายๆ กัน แบบที่บอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
รังนิคได้ให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยๆ ว่า ทีมจะแพ้หรือชนะจะต้องเล่นกันเป็นทีม รับเป็นทีม รุกเป็นทีม ไม่ใช่ทิ้งหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งให้กับบางจุดโดยเฉพาะ
คงไม่ถูกถ้าจะบอกว่าโรนัลโด้เป็นตัวปัญหา เพราะเขาทำหน้าที่ตัวเองได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นในสภาพร่างกายแบบนี้ แต่ปัญหาจริงๆ คือ ทัศนคติของนักเตะปีศาจแดงในภาพรวม ที่มองว่าโรนัลโด้เป็นคนสำคัญ พึ่งพาได้ ถ้าได้บอลแล้วส่งให้เขา ก็หวังประตูได้แน่นอน
คาดหวังกับโรนัลโด้ให้น้อยลง และรีดศักยภาพตัวเองออกมาให้ถึงขีดสุด ไม่แน่ว่าแนวรุกคนอื่นๆ อาจจะกลบแสงของซีอาร์7ไปเลยก็ได้

