“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในการประชุมเรื่องแผนพัฒนาฟุตบอลไทย ที่ห้องประชุมสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อาคารพงษ์สุภี ชั้น 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม
ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.สมยศเปิดเผยว่า การประชุมได้เชิญผู้มีความรู้ และประสบการณ์ในวงการฟุตบอลเข้ามาหารือ เพื่อจัดทำตามแผนนโยบายในการจัดตั้งสภาปฏิรูปฟุตบอลแห่งชาติ โดยได้เชิญบุคคลผู้มีความรู้เข้ามาช่วยร่างแผนแม่บทระยะยาว เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนาฟุตบอลไทย ทั้งทีมฟุตบอล, ฟุตซอล และฟุตบอลชายหาด ทั้งทีมชาย และทีมหญิง โดยแผนจะครอบคลุมทุกมิติทั้งเรื่องผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน, วิทยาศาสตร์การกีฬา, โภชนาการ และด้านอื่น เพราะการพัฒนาไม่ใช่แค่การสอน, การฝึกซ้อม หรือมีแมตช์แข่งขันเท่านั้น แต่จะต้องดูเรื่องร่างกาย และด้านอื่น เพราะนักเตะไทยเสียเปรียบเรื่องรูปร่างเล็กก็ต้องแก้จุดอ่อนตรงนี้ ถือเป็นการคิดวันนี้เพื่อหวังผลอีก 10 ปีข้างหน้า
บิ๊กอ๊อดกล่าวว่า สำหรับทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยซึ่งบุกแพ้อิรัก 0-4 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอชเชียรอบ 12 ทีมสุดท้ายนั้นต้องขอบคุณนักกีฬาและโค้ชทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างตั้งใจและดีเยี่ยมถึงแม้จะเป็นรองทุกด้านซึ่งจะต้องนำเอาข้อผิดพลาดมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขซึ่งเป็นการนำวิกฤตให้เป็นโอกาสในการพัฒนาและอยากให้แฟนบอลร่วมให้กำลังใจกันต่อไปไม่ใช่ไปโทษโค้ชหรือตัวนักเตะแต่จะต้องมาร่วมกันให้กำลังใจและร่วมกันพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับสภาปฏิรูปที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาทีมฟุตบอลไทยด้วย
ส่วนจังหวะใบแดงของกรวิทย์ นามวิเศษ กองหลังไทยในเกมพ่ายอิรัก 0-4 นั้น นายกลูกหนังไทยกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากยื่นอุทธรณ์ไปยังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ก็จะไม่มีผล เพราะเกมการแข่งขันผ่านไปแล้ว แต่จะเป็นบทเรียนให้ตัวนักกีฬาได้จดจำว่าการเล่นบางจังหวะจากความคุ้นเคยในระดับสโมสรกับการเล่นในระดับโลกแตกต่างกัน ทำให้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ไปตั้งคณะกรรมการแก้ไขร่างระเบียบพิจารณามารยาทวินัยที่จะใช้ในฟุตบอลลีกไทยฤดูกาลหน้า โดยได้เน้นเรื่องการถูกเนื้อต้องตัวผู้ตัดสินเป็นสิ่งที่นักเตะไทยจะทำไม่ได้เด็ดขาด และจะต้องมีบทลงโทษด้วย เพราะเป็นกฎสากลที่ปฏิบัติในเวทีโลก ถ้าปล่อยให้นักเตะไทยคุ้นเคยกับการเล่นไม่เหมาะสมแล้วติดตัวไปใช้ในเวทีโลกอาจเกิดส่งผลต่อทีมชาติไทยได้ในอนาคต
พล.ต.อ.สมยศกล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ซึ่งทีมไทยเป็นแชมป์เก่า แต่ในช่วงใกล้แข่งขันจะดูอีกทีว่าทีมชุดไหนมีความพร้อม ถ้าหากต้องการได้ชัยชนะก็คงต้องส่งทีมชุดใหญ่ไป แต่หากต้องการสร้างทีมใหม่ให้มีประสบการณ์ก็จะต้องพูดคุยกันอีกทีว่าจะส่งชุดไหนไป อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงแฟนบอลชาวไทยว่าการแพ้วันนี้จะนำไปสู่ชัยชนะในวันหน้า และความพ่ายแพ้จะเป็นบทเรียนในการพัฒนาต่อไปในอนาคต

