ประธาน ‘เอเอฟเอฟ’ เยี่ยมชมศูนย์วีเออาร์ ส.บอล หวังใช้ในซูซูกิ คัพ ปลายปี

22.02.22 | 07:16 น.

ประธาน ‘เอเอฟเอฟ’ เยี่ยมชมศูนย์วีเออาร์ ส.บอล หวังใช้ในซูซูกิ คัพ ปลายปี

นายเคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน พร้อมด้วย วินส์ตัน ลี เลขาธิการ เข้าเยี่ยมชมและศึกษาการใช้ระบบปฏิบัติการวีเออาร์ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่สำนักงานบริษัท ไทยลีก จำกัด อาคารจิตต์อุทัย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยมี นายพาทิศ ศุภะพงษ์ เลขาธิการสมาคม, นายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ อุปนายกสมาคมฯ ฝ่ายพัฒนาฟุตซอลและฟุตบอลชายหาด และนายธนศักดิ์ สุระประเสริฐ สภากรรมการ ให้การต้อนรับ

สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนมีนโยบายที่จะนำวีเออาร์ไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ตัดสิน ในการทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2022 ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้

นายพาทิศกล่าวว่า สมาคมมีความยินดีที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กับเอเอฟเอฟในวันนี้ หลังจากที่เขาสนใจนำวีเออาร์มาใช้ในรายการระดับภูมิภาค โดยเฉพาะรูปแบบการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์อย่างซูซูกิคัพนั้นเป็นระบบเหย้าและเยือน ความพร้อมของทุกๆ สนามเหย้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเทคโนโลยีและบุคลากร ที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจและอบรมขอใบอนุญาตจากฟีฟ่า ซึ่งใช้เวลาพอสมควร โดยในฟุตบอลไทยเองก็สามารถทำได้เพียงระดับไทยลีก 1 ต่างกับฟุตบอลถ้วย ไม่ใช่ทุกสนามเหย้าสามารถมีวีเออาร์ได้ ก็ต้องนำมาใช้ในรอบรองและชิงชนะเลิศแทนเพราะจัดในสนามกลาง หรือแม้กระทั่งฟุตบอลระดับทวีปอย่างเอเอฟซีก็นำวีเออาร์มาใช้ในรอบท้ายๆ เช่นกัน เพราะจำนวนบุคลากรที่ยังมีจำกัด

ด้าน นายฉัตริน มงคลศิริ รักษาการหัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินสมาคม เปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนของฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสิน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับ เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน และ วินส์ตัน ลี เลขาธิการ ที่เดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้ แน่นอนว่าทางสมาคมพร้อมที่จะให้คำแนะนำและช่วยเหลือเอเอฟเอฟอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะรายละเอียดของการจัดการอบรมของการพัฒนาผู้ตัดสิน รวมไปถึงขั้นตอนการนำวีเออาร์ไปใช้ในการแข่งขัน

Advertisement

“สำหรับประเทศไทยตอนนี้มีผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่วีเออาร์ จำนวน 47 คน โดยแบ่งเป็น ผู้ตัดสิน จำนวน 23 คน และผู้ช่วยผู้ตัดสินวีเออาร์อีก จำนวน 24 คน นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่อง (RO) อีก จำนวน 12 คน ที่สามารถทำหน้าที่ได้ในตอนนี้ ทุกคนต้องผ่านการฝึกอบรมและมีใบอนุญาตจากคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือไอเอฟเอบี (IFAB) (International Football Association Board) และฟีฟ่า”

“วันนี้ทางเอเอฟเอฟได้ปรึกษาในเรื่องของขั้นตอนการใช้อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงขั้นตอนการพัฒนาบุคลากรทั้งหมด อย่างในส่วนของอุปกรณ์เราก็ต้องประสานงานกับบริษัทที่ให้บริการระบบวีเออาร์ และฟีฟ่า เพื่อขออนุมัติในการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องตามที่ฟีฟ่ากำหนดไว้”

“ในส่วนของบุคลากรเองเราใช้เวลา 1 ปีเต็มในการอบรมผู้ตัดสินและได้ไลเซนส์จากไอเอฟเอบี (IFAB) และฟีฟ่า จึงสามารถทำหน้าที่ในห้อง VAR ได้ ซึ่งเราต้องอบรม ทั้ง ภาคทฤษฎี รวมถึงภาคปฏิบัติ มีการจำลองและการทดลองปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อให้ทุกคนสามารถทำหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะผู้ตัดสินในสนาม หรือผู้ตัดสินในห้อง VAR เป็นต้น”