‘ยูรี่ เวอร์นีดุบ’ จากปาฏิหาริย์ที่มาดริด สู่ผู้พิทักษ์ที่ยูเครน
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างยูเครน กับ รัสเซีย ที่ดุเดือดกันมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ในวางการกีฬา มีนักกีฬาสัญชาติยูเครนหลายคนเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหาร โดยคนล่าสุดนั่นก็คือ ยูรี่ เวอร์นีดุบ กุนซือชาวยูเครนของ เชริฟฟ์ ติราสปอล ทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์เอาไว้ในยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก
เวอร์นีดุบ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือของเชริฟฟ์เมื่อเดือนธันวาคม 2020 และสามารถพาทีมเป็นแชมป์ลีกมอลโดวาได้ในฤดูกาลแรกที่เข้ามากุมบังเหียน แถมยังพาทีมเข้ามาเล่นในรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นทีมแรกจากลีกสูงสุดของประเทศมอลโดวา ที่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปมากขนาดนี้

ย้อนกลับไป 6 เดือนที่แล้ว ชื่อของเชริฟฟ์ ถูกเป็นที่พูดถึงอย่างมากในวงการฟุตบอล หลังจากที่บุกไปเอาชนะ ”ราชันชุดขาว” รีล มาดริด ในแชมป์เปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ถึงซานเตียโก้ เบอร์นาเบว ไปด้วยสกอร์ 2-1 โดยคนที่ได้รับคำชมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเวอร์นีดุบ กุนซือของทีมที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะในครั้งนั้น
แม้จะสามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญจากเจ้าของแชมป์ 13 สมัยได้ แต่ก็ไม่พอให้เชริฟฟ์ผ่านเข้าไปเล่นรอบน็อกเอาต์ และหล่นไปเล่นในยูโรป้าลีก แต่ในปัจจุบันเชริฟฟ์ตกรอบยูโรป้าลีกไปแล้ว ด้วยฝีมือของบราก้า ทีมจากประเทศโปรตุเกส หลังเสมอกันสองนัดที่สกอร์ 2-2 แต่เป็นฝ่ายบราก้าที่แม่นโทษกว่า ทำให้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
จากสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และวงการกีฬาก็ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้เช่นกัน ทำให้เวอร์นีดุบตัดสินใจที่จะระงับการคุมทีมข้างสนามชั่วคราว เพื่อเดินทางกลับประเทศยูเครน และเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบทหารเพื่อเข้าร่วมกับกองทัพ และปกป้องประเทศชาติ
เวอร์นีดุบได้ลงทะเบียนเป็นทหารเรียบร้อยแล้ว และได้เดินทางกลับไปยังประเทศยูเครน โดยใช้เวลาถึง 11 ชั่วโมงในการเดินทางด้วยรถบัส เนื่องจากไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินเข้าประเทศได้จากการประเทศยูเครนทำการปิดน่านฟ้าเหนือประเทศ และในระหว่างเดินทางเวอร์นีดุบก็ได้เห็นผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรงมากมายกำลังอพยพออกจากประเทศ ซึ่งถ้าหากคนเหล่านั้นกลับมาเป็นกำลังสำคัญ ช่วยเหลือประเทศฃาติ คงจะเป็นอะไรที่มีความสุข แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แม้คนที่ใกล้ชิดกับกุนซือวัย 56 ปีรายนี้พยายามที่จะห้ามไม่ให้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นภรรยา, ลูก, หลาน และลูกของหลาน แต่เวอร์นีดุบยืนยันว่าร่างกายของตนนั้นแข็งแรง และขอบคุณครอบครัวที่เคารพในการตัดสินใจช่วยเหลือประเทศชาติในครั้งนี้
เวอร์นีดุบเคยอยู่ในกองทัพเป็นเวลา 2 ปีเมื่อวัยเยาว์ ได้รับการสอนในทางทฤษฎีเป็นเวลากว่า 2 เดือน และหลังจากนั้นได้เรียนรู้วิธีใช้ปืน ถึงแม้ว่าจะผ่านมานานมากแล้ว แต่เวอร์นีดุบยังมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาในการใช้ปืน เนื่องจากรู้วิธีใช้งาน
กุนซือฟุตบอลที่วางมือชั่วคราวไม่ได้รับอนุญาติให้เปิดเผยบทบาทของตัวเองในกองทัพ ในตอนนี้ทุกคนต่างได้รับการฝึกฝน อบรม และก็พร้อมมากในทุกนาทีที่มีคำสั่ง แม้จะยังไม่ได้รับอาวุธประจำกาย แต่เวอร์นีดุบก็พร้อมออกไปทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติทุกเมื่อ เพราะไม่เคยรู้สึกไม่กลัว
“ผมมั่นใจมากว่ายูเครนจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ และไม่มีความคิดอื่นในหัวเลย และคาดว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับชัยชนะเท่านั้น ความต้องการของรัสเซียดูเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุ ยูเครนต้องเจรจา ยูเครนจะไม่ยอมทำตามสิ่งที่รัสเซียต้องการ และหวังว่ารัสเซียจะมีสมองมากพอที่จะหยุดสงครามในครั้งนี้”

แม้เวอร์นีดุบจะถอดเครื่องแบบผู้จัดการทีม มาสวมเครื่องแบบทหาร แต่เขาก็คิดถึงฟุตบอลตลอดเวลา เพราะฟุตบอลคือชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเยาว์ และได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ หลังจากแขวนสตั๊ดก็กลายมาเป็นโชอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน โดยจุดมุ่งหมายต่อไปก็ยังคงเป็นการคว้าแชมป์กับสโมสรที่ทำหน้าที่อยู่
ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร คงไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียในสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งของคนไม่กี่คน สันติน่าจะเป็นทางออกที่ดีสุด
หวังว่าสงครามในครั้งนี้จะจบเร็วที่สุด และเวอร์นีดุบได้กลับไปทำงานที่รักอีกครั้ง

