นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทยเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 15.52 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 คนกีฬาทั่วประเทศไทยพร้อมใจกันร่วมแสดงความจงรักภักดีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ณ โอกาสนี้ แผนกข่าวกีฬา “มติชน” ติดต่อสัมภาษณ์นักกีฬาไทยที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาทก่อนเดินทางไปแข่งขัน หรือความสำเร็จหลังจากกลับมาจากการแข่งขัน โดยคณะนักกีฬาไทยชุดสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ คือ นักกีฬาฮีโร่จากการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ค.ศ.2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

“อร” อุดมพร พลศักดิ์ ฮีโร่เหรียญทองยกน้ำหนักโอลิมปิกเกมส์ 2004 บอกว่า ภูมิใจมากเป็นเกียรติประวัติของครอบครัวที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์กับราชินีอย่างใกล้ชิดหลังกลับจากโอลิมปิกเกมส์ 2004 ตอนนั้นเข้าเฝ้าฯที่วังไกลกังวล ทันทีที่เครื่องลงแตะพื้นพวกเราทั้ง 8 คนที่ได้เหรียญกลับมาได้รับพวงมาลัยพระราชทานจากพระราชินีเพื่อร่วมแสดงความยินดี ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ภูมิใจและซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ จากนั้นพวกเราและครอบครัวเดินทางไปเข้าเฝ้าฯพระองค์และราชินี ที่ทรงเปิดโอกาสให้เข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์ด้วย พวกเราทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล ซึ่งพระองค์ทรงรับไว้ และทรงคืนเหรียญกลับมาพร้อมกับบอกว่า เป็นความสำเร็จของพวกเรา ดังนั้นพวกเราควรเก็บเหรียญรางวัลไว้ พระองค์ยังตรัสอีกว่า ความสำเร็จต่างๆ ขึ้นอยู่กับความมุมานะของเรา ที่สำคัญต้องหมั่นทำความดี รู้จักความพอเพียง ซึ่งอรยึดเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตจนถึงปัจจุบัน
“พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักกีฬาอย่างแท้จริง พระองค์ทำให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย สนับสนุนวงการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง” อุดมพรกล่าว

“ไก่” ปวีณา ทองสุก ฮีโร่เหรียญทองยกน้ำหนักหญิงโอลิมปิกเกมส์ 2004 เล่าว่า เป็นความประทับใจที่เชื่อว่าทุกคนอยากจะมีประสบการณ์แบบนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งความทรงจำที่หลับตาเมื่อไหร่ก็ยังคงนึกถึงได้ตลอด วันนั้นได้นำเหรียญรางวัลที่ได้มาทูลเกล้าฯถวายแด่พระองค์ โดยพระองค์ตรัสว่าเหรียญนี้เป็นเหรียญที่ได้จากความพยายามของเราเอง และก็คล้องเหรียญคืนให้ พร้อมกับพระราชทานหนังสือพระมหาชนกให้ ซึ่งพระองค์ทรงมองเห็นว่าเราเป็นคนที่มีความพยายามจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เหมือนดั่งพระมหาชนกเช่นกัน
“สิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้คือสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ พระราชดำรัสต่างๆ ถ้าหากว่าคนไทยสามารถนำไปปฏิบัติจะเป็นเรื่องที่ดีกับสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่ใจหาย แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป การที่จะเป็นคนอยู่แบบพอเพียง หรือการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นจากตัวเอง บ้านเมืองจะสงบสุขถ้าหากคนไทยสามัคคีกัน” ปวีณากล่าว

“วิว” เยาวภา บุรพลชัย ฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2004 เล่าว่า ดีใจ ตื่นเต้น ตื้นตันใจ และซาบซึ้งมากที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ทรงชื่นชมในความเพียรพยายามของนักกีฬาไทย พระองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่องพระมหาชนกที่มีความเพียรจนประสบความสำเร็จ ซึ่งตนและครอบครัวได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและยึดเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตจวบจนปัจจุบัน อีกสิ่งที่รู้สึกซาบซึ้งอย่างมากคือ ก่อนลงแข่งเอเธนส์เกมส์ มีราชเลขาธิการโทรศัพท์ทางไกลไปที่ประเทศกรีซ พร้อมกับบอกว่า พระองค์ทรงให้กำลังใจ และทรงเชียร์ทัพนักกีฬาไทยอยู่ ซึ่งนั่นเป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันจนได้เหรียญรางวัลกลับมา โดยหลังกลับมาถึงเมืองไทยมีอาการเจ็บ แต่ก็ไม่คิดเลิกเพราะนึกถึงคำสอนของพระองค์ โดยตนตั้งใจที่จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนักกีฬาหรือคนในวงการเทควันโด

อารีย์ วิรัฐถาวร นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทยเหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2004 กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตอนแรกพอรู้ว่าจะได้เข้าเฝ้าฯพระองค์หลังจากคว้าเหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ได้นั้นรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเราเป็นคนธรรมดาที่มีโอกาสได้แสดงความจงรักภักดีในฐานะที่เป็นนักกีฬาของพระองค์ท่าน ซึ่งพอได้เข้าเฝ้าฯก็รู้สึกเป็นความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดมิได้ โดยพระองค์ท่านรับสั่งว่า ภูมิใจกับนักกีฬาไทยมาก และแสดงความยินดีที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และยินดีกับครอบครัวด้วย ทั้งนี้ ส่วนตัวตั้งใจที่จะถวายเหรียญรางวัลแด่พระองค์และราชินี แต่พระองค์ทรงมอบเหรียญรางวัลกลับคืนมาให้ และบอกว่าเป็นความภูมิใจของเรา และให้เราเก็บเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพแห่งความทรงจำที่นึกถึงแล้วอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของนักกีฬาและชาวไทยทุกคนที่ทรงมีความจริงจัง ตั้งใจ และมุ่งมั่น โดยนักกีฬาทุกคนต่างระลึกเสมอว่าถ้าเราทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และรักในสิ่งที่ทำก็จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำได้

วรพจน์ เพชรขุ้ม เหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2004 บอกว่า วันนั้นเป็นบรรยากาศที่ยังจำได้อยู่ทุกวันนี้ ทั้งตื่นเต้น ขาสั่น และดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเองยังมีบิดา-มารดาที่ได้เข้าเฝ้าฯเช่นกัน เมื่อเห็นพระองค์ก็น้ำตาไหลออกมาทั้งครอบครัว เกิดความปลื้มปีติอย่างมากในการเข้าเฝ้าฯครั้งนั้น วันนั้นพระองค์ตรัสแบบรวมๆ ว่าขอให้นักกีฬาทุกคนมีความตั้งใจ คนไทยทุกคนนั้นดูอยู่ ไม่เว้นแม้แต่คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ก็ยังช่วยเชียร์ด้วยเช่นกัน พอนักชกไทยต่อยได้คะแนนคุณทองแดงก็เฮขึ้นมาด้วย
“สิ่งที่พระองค์ตรัสแก่นักกีฬาคือ ขอให้มีความขยัน หมั่นเพียร มีความอุตสาหะในการฝึกซ้อม เพื่อความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศและวงศ์ตระกูล” วรพจน์กล่าว
“บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสไทย บอกว่า มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในหลวง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกที่พระตำหนักจิตรลดาหลังกลับจากแกรนด์สแลม “วิมเบิลดัน 2003” โดยตอนนั้นตนตกรอบ 16 คนสุดท้าย โดยแพ้ให้กับ แอนดี้ ร็อดดิค แต่ในการแข่งขันรอบที่ 2 กับโอลิวิเย่ร์ มูตีส์ นักหวดฝรั่งเศส ช่วง 2 เซตแรกโดนนำอยู่ 4-6, 1-6 และฝนตกลงมาทำให้เกมชะงักไปนาน ระหว่างที่นั่งรอฝนหยุดตก สำนักราชเลขาธิการโทรไปที่อังกฤษ พร้อมกับบอกว่าในหลวงฝาก
พระราชดำรัสมาว่า สู้ให้ได้ เพราะพระองค์ทอดพระเนตรอยู่ จากนั้นเหมือนมีพลังและกำลังใจจนกลับมาชนะได้ 3 เซตรวด 7-6(4), 7-5, 7-5 ซึ่งหลังกลับมาก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ กราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ต่อมาอีกครั้งหนึ่งในปีเดียวกันหลังจากไปคว้าแชมป์เอทีพีทัวร์ “ทีดี วอเตอร์เฮ้าส์ คัพ 2003” ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐ ก็ติดต่อเพื่อขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายถ้วยรางวัลชนะเลิศ ซึ่งพระองค์ทรงรับไว้ พร้อมกับบอกว่าจะเก็บไว้ให้แขกต่างชาติดู จากนั้นในหลวงทรงให้โอวาทว่า เวลาจะทำอะไรต้องรู้ลึก และรู้จริง การเล่นเทนนิสก็ต้องศึกษาคู่ต่อสู้ สนามแข่ง จากนั้นในหลวงทรงพระราชทานเหรียญสมเด็จพระมหาชนกอันเป็นสัญลักษณ์เรื่องความเพียร ระหว่างการเข้าเฝ้าฯ ในหลวงมีความสุข ยิ้มแย้มตลอดเวลา
“บอลรู้สึกว่าในหลวงเป็นกษัตริย์นักกีฬา หัวใจของท่านรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งนักกีฬาทุกคนควรยึดเป็นแบบอย่าง” ภราดรกล่าว
(ติดตามต่อตอนที่ 2)

