‘หมอมีชัย’ ยันตรวจเข้มสารต้องห้าม ชี้บทลงโทษหนักกว่าเดิมเยอะ
นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ออกมาเปิดถึง การควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 “ศรีสะเกษเกมส์” ว่า ทางสำนักงานฯ รวมถึงการกีฬาแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กับการออกมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยหลังพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2564 ได้ประกาศใช้ทางการ ต้องบอกว่าตัวบทกฎหมายนั้นมีความเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม
นายแพทย์มีชัย กล่าวต่อว่า ความเข้มงวดดังกล่าว กล่าวถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการกีฬาด้วย ซึ่งเมื่อก่อนในเรื่องของสารต้องห้ามเป็นเรื่องของนักกีฬา แต่ปัจจุบันนี้มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีม แพทย์ รวมไปถึงคณะกรรมการบริหารสมาคมต่างๆ ที่มีหน้าที่ดูแลนักกีฬา ซึ่งคราวนี้ในพระราชกำหนดใหม่ ทุกคนที่เกี่ยวจะต้องปฏิบัติตามกฎของสารต้องห้าม ดังนั้นในการทำงาน นอกจากจะตรวจสารต้องห้ามแล้ว ยังต้องมีการสืบสวนสอบสวน หากตรวจเจอว่า ได้ยามาจากไหน ใครเป็นคนให้ มีการยุยงส่งเสริม หรือซื้อขายกันหรือไม่ ซึ่งก็เรียกว่าเป็นครั้งแรกและรายการแรกในประเทศไทยและต่อๆไปก็จะเป็นแบบนี้ไปตลอด เพราะฉะนั้น เราก็อยากเริ่มต้นให้ถูกต้อง ครั้งนี้จึงมีการตรวจหาสารต้องห้ามอย่างเข้มงวดขึ้นเป็นสองเท่า และมีเรื่องของการให้ความรู้โดยตรงให้กับตัวนักกีฬา ซึ่งเราเคยเจอว่าคนที่มาสัมมนากับคนที่ถูกจับตรวจไม่ใช่คนเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่นักกีฬาทั่วประเทศมารวมตัวกันที่เราจะไปดูแลและให้ความรู้ได้มากที่สุด
“อย่างที่บอก บทลงโทษเมื่อก่อนลงโทษแค่ตัวนักกีฬา แต่ต่อไปนี้จะลงโทษกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบทลงโทษ เมื่อก่อนคือห้ามแข่ง แต่ปัจจุบันนี้บทลงโทษต่ำสุดคือห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการกีฬาอย่างน้อย 4 ปี ที่ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกีฬา จากเมื่อก่อนที่คือห้ามแข่ง แต่ของใหม่ หากพิสูจน์ความผิดพบว่าจริง ก็คือห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการกีฬาเลย ไม่ว่าจะเป็นชนิดกีฬาของตัวเองหรือชนิดอื่นก็ตาม ซึ่งมันแรงขึ้นกว่าเดิม และเราก็ตระหนักว่าเรื่องที่ใหม่ และเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ จึงต้องมีการให้ความรู้กันก่อนเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามให้ถูกต้อง มิเช่นนั้นก็อาจไม่แฟร์เท่าไหร่” หมอมีชัย กล่าวทิ้งท้าย

