หน้าแรก กีฬา กีฬาในประเทศ บันทึกคำสอนขอ...

บันทึกคำสอนของ ‘พ่อ’ จากความทรงจำชาวกีฬา (ตอนที่ 2)

16.10.16 | 10:00 น.

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทยเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร สวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ เมื่้อเวลา 15.52 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

1

คนกีฬาทั่วประเทศไทยพร้อมใจกันร่วมแสดงความจงรักภักดีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

แผนกข่าวกีฬา “มติชน” ขอนำเสนอ ตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย ผู้บริหารวงการกีฬา และนักกีฬาไทยที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาท น้อมเกล้าใส่กระหม่อม

ในหลวง 001

Advertisement

“บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เล่าว่า เป็นข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 20 ปีตั้งแต่เป็นทหารราชองครักษ์รักษาพระองค์มาตั้งแต่เป็นร้อยตรี กระทั่งทำมาตลอด มีความใกล้ชิดกับพระองค์ท่านอย่างมาก จำได้ว่าสมัยที่เข้าเวรประจำประตูราชวัง พระองค์กลับมาจากพระราชกรณียกิจ จึงเข้าไปกราบฝ่าพระบาทขอพระราชทานพระที่พระองค์ท่านทรงสร้างในตอนนั้น ซึ่งพระองค์รู้จักผมอยู่แล้ว พระองค์อบรมอยู่ 30 นาที สอนเรื่องการใช้ชีวิต การดำรงชีวิต สอนเรื่องเวรกรรม ก่อนจะพระราชทานพระมาให้ ซึ่งผมจดจำพระบรมราโชวาทใส่เกล้าใส่กระหม่อมมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งผมได้มีโอกาสมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งกับผมว่า พระองค์พอพระราชหฤทัยอย่างมากที่ผมเจริญก้าวหน้าได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมมีโอกาสร่วมโต๊ะเสวยกับพระองค์หลายครั้ง จำได้ว่าครั้งหนึ่งร่วมโต๊ะเสวยในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม และผมต้องเป็นคนกล่าวถวายพระพรในฐานะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผมกล่าวไม่เป็น ผมเลยร้องเพลง “สดุดีมหาราชา” ซึ่งทุกคนที่ร่วมโต๊ะเสวยร่วมกันร้องอย่างกึกก้อง รวมถึงพระองค์เองก็ร่วมร้องเพลงดังกล่าวด้วย

พล.อ.ยุทธศักดิ์ เล่าต่อว่า ในมุมของกีฬาหลังจากผมเข้ามาทำงานให้วงการกีฬา ผมมีโอกาสนำคณะเจ้าหน้าที่ และนักกีฬาเข้ารับพระบรมราโชวาทอยู่หลายครั้ง แต่มีครั้งหนึ่งที่พระองค์ให้โอวาทและเป็นที่จดจำของคนกีฬาจนถึงทุกวันนี้คือ กีฬามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตของบ้านเมือง ซึ่งพระบรมราโชวาทดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2531

2

“บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เล่าว่า เคยเข้าเฝ้าพระองค์มาหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่รับเข็มพระราชทาน วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นับว่าเป็นภาพที่ประทับใจ เพราะว่าทรงไม่ถือพระองค์ ทรงทักทายอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสเข้าเฝ้าร่วมกับสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนั้น พล.อ.สำเภา ชูศรี เป็นนายกสมาคม เพื่อนำเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 1996 ของสมรักษ์ คำสิงห์ ไปทูลเกล้าถวายแด่พระองค์ท่าน ก่อนที่พระองค์จะพระราชทานกลับมาให้ ครั้งนั้นเป็นบรรยากาศที่ดีใจและภูมิใจอย่างมาก กับการได้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเบื้องหลังผลักดันให้นักกีฬาได้เหรียญรางวัลและได้เข้าเฝ้าฯ
“ทุกครั้งที่ได้พบพระองค์ท่านก็จะอวยพร และตรัสให้นักกีฬาขยันฝึกซ้อม รักษามาตรฐานเอาไว้ให้ได้ รวมไปถึงการสร้างมิตรภาพกับนานาชาติ ในฐานะตัวแทนประเทศ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลแพ้ชนะ ขอให้ทำอย่างเต็มที่”
นายธนา บอกต่อว่า พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับกีฬาเสมอ ในระยะหลังพระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้แทนให้นักกีฬาเข้าเฝ้าทุกครั้ง ก็เป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้า

3
สมรักษ์ คำสิงห์ นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ซึ่งเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ได้ในปี 1996 บอกว่า เมื่อสมัยยังเด็กก็คิดว่าพระองค์ท่านเป็นเสมือนเทวดา เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะคิดตามประสาเด็กบ้านนอกที่ได้เห็นว่าทุกบ้านต่างมีพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าแผ่นดินติดเอาไว้ทุกบ้าน เวลาที่ตัวเองตกใจก็จะนึกถึงพระองค์ท่าน จากนั้นพอเติบโตขึ้นมาเป็นนักมวยสากลทีมชาติไทย และผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ปี 1996 ในตอนแรกก่อนขึ้นเวทีชกก็รู้สึกกระวนกระวาย ใจเต้น และเหงื่อท่วมตัว จึงขอพรไหว้พระ และหยิบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ขึ้นมาจับ ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจขึ้น
“ผมหยิบพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์ท่านเดินจากหมู่บ้านนักกีฬามายังเวทีมวย และนำเข้าไปวางในห้องแต่งตัวนักกีฬาด้วย ก่อนที่ผมจะนำพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเวทีไปด้วย จากนั้นพอผมชกชนะก็นึกถึงพระองค์ท่านเป็นลำดับแรก และหยิบพระบรมฉายาลักษณ์วิ่งไปรอบเวทีด้วย”สมรักษ์กล่าว

5

สมรักษ์เล่าต่อว่า หลังจากคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ปี 1996 ได้สำเร็จมีโอกาสได้เข้าเฝ้า ซึ่งพระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า “เราดีใจมาก เราดูอยู่ที่วังไกลกังวล พอชนะคว้าเหรียญทองเรากระโดดดีใจร้องไชโยเสียงดังจนข้าราชการผู้ใหญ่หัวเราะเรา” ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกอบอุ่น พระองค์เป็นพลังของคนทั้งชาติ และเป็นความทรงจำที่จะเล่าอีกกี่ปีก็ประทับใจเหมือนเดิม หลังจากนั้นในโอลิมปิกเกมส์ ปี 2000 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตัวเองไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ แต่วิจารณ์ พลฤทธิ์ คว้าเหรียญทองได้ ทำให้ตัวเองมีโอกาสเข้าเฝ้า พร้อมกับวิจารณ์ที่เข้าเข้าเฝ้าถวายเหรียญรางวัล แต่พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า “เอาเหรียญเก็บเอาไว้เถอะ ของเรามีแล้ว” ทำให้เราน้ำตาคลอ และได้ถามพระองค์ท่านว่าตัวเองจะชกต่อดีไหม พระองค์ท่านทรงตรัสว่า “ขึ้นอยู่กับตัวเรา ถ้าพร้อมก็ชกต่อไป แต่ถ้าไม่พร้อมก็เป็นแบบอย่างให้กับนักกีฬา และประชาชนรุ่นหลัง”
กำปั้นฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์คนแรกของไทยเล่าให้ฟังต่อว่า พระองค์ทรงเป็นแรงใจของประชาชน และเป็นจุดศูนย์รวมของนักกีฬาไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมวยสากล, ฟุตบอล, วอลเลย์บอล และกีฬาทุกชนิด ซึ่งในช่วงแข่งขันจะมีพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์ท่านอยู่ตลอด ทั้งนี้พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้าน รวมถึงมีพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาในหลายชนิด เป็นพระมหากษัตริย์นักกีฬาที่มีความวิริยะอุตสาหะ มีความเป็นนักสู้ จนเป็นตัวอย่างให้กับนักกีฬาไทย และทั่วโลก
“ประเทศไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก พ่อหลวงของเรากำลังดูพวกเราทุกคนอยู่ ซึ่งความจงรักภักดี ความสามัคคีของพวกเราทุกคนเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องแสดงให้พ่อที่รอดูพวกเราอยู่ได้เห็น” ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์คนแรกของไทยกล่าว

4

วิจารณ์ พลฤทธิ์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ คนที่ 2 ของไทย เมื่อปี พ.ศ.2543 เล่าว่า หลังจากที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ ตอนนั้นมีหลายความรู้สึก ทั้งตื้นตันใจ ตื่นเต้น และก็ดีใจอย่างมาก รวมไปถึงยังมีความรู้สึกเกร็งด้วย แต่พระองค์ก็ให้ความเป็นกันเอง ยังจำได้แม่นเลยคำถามแรกของพระองค์คือ “เหนื่อยไหม เราเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคนที่เข้าแข่งขันนะ ขอบใจที่ทำชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ” พระองค์ใช้คำว่า “เรา” พูดกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา มีความเป็นห่วงเป็นใย และรู้สึกได้ว่าพระองค์รักประชาชนคนไทยทุกคน
“บรรยากาศการเข้าเฝ้าในวันนั้น ยังเป็นสิ่งที่จำได้จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่ประโยคแรกที่พระองค์ทรงพูดคุยด้วย แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วถึง 16 ปีก็ตามที ตัวเองก็ได้นำคำสอนต่างๆ มาปรับใช้ชีวิตโดยดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาททั้งการใช้ชีวิตแบบพอเพียง และความเพียร”วิจารณ์กล่าว

“อาย” ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร นักว่ายน้ำทีมชาติไทย เล่าว่า มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ ที่วังสวนจิตรลดา ก่อนเดินทางไปแข่งขันในนามทีมชาติไทย ตอนนั้นเห็นพระพักตร์ของพระองค์ชัดเจนมากเป็นความปลื้มใจอย่างมาก พระองค์ทรงตรัสให้โอวาทนักกีฬาชุดนั้นว่า ขอให้ทุกคนทำหน้าที่นักกีฬาอย่างเต็มที่ เป็นตัวแทนของคนไทย เป็นตัวแทนถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลก จากนั้นในหลวงเดินมาใกล้ๆ นักกีฬา ทำเอาตนน้ำตาคลอ เป็นความประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้
“พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์นักกีฬา ทรงต่อเรือใบด้วยพระองค์เองอย่างเชี่ยวชาญ ทุกๆ ครั้งที่อายลงทำหน้าที่นักกีฬาจะนึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ อายดีใจ ภูมิใจทุกๆ ครั้งที่เห็นธงไตรรงค์โบกสะบัด และนักกีฬาไทยถือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ในการฉลองความสำเร็จ” ศรสวรรค์กล่าว

ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่ https://www.matichon.co.th/news/322404