พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาหลากหลายประเภท นอกจากจะทรงกีฬาหลายชนิดด้วยพระองค์เองแล้ว ยังทรงศึกษาและทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาที่นักกีฬาไทยและนักกีฬาต่างประเทศลงแข่งขัน
พระองค์ยังทรงรับเอาสมาคมกีฬาต่างๆ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ถึง 15 สมาคม เป็นองค์อุปถัมภ์ของวงการกีฬาไทย ซึ่งในเวลาต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นได้ทรงรับสมาคมกีฬาไว้ในพระอุปถัมภ์เช่นกัน
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อวงการกีฬาไทย และพระปรีชาสามารถกับพระอัจริยภาพในเชิงกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกีฬาเรือใบ ซึ่งนอกจากจะทรงเรือใบร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ.2510 แล้ว ยังทรงออกแบบเรือประเภทมด, ซุปเปอร์มด และไมโครมดขึ้นมา และจดสิทธิบัตรที่ประเทศอังกฤษ
ทำให้องค์กรกีฬาระดับนานาชาติยกย่องพระปรีชาสามารถของพระองค์ด้วยการทูลเกล้าฯถวายอิสริยาภรณ์ขั้นสูงของแต่ละองค์กรกีฬานั้นๆ เพื่อสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในฐานะองค์ผู้บำเพ็ญประโยชน์ของวงการกีฬา
อาทิ ไอโอซี โทรฟี่ ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี), อิสริยาภรณ์โอซีเอขั้นสูงสุดของสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ), ไอเอเอเอฟ อวอร์ด ของสหพันธ์เรือใบนานาชาติ (ไอเอเอเอฟ), เพรสซิเดนต์ เมดัล ของสหพันธ์แบดมินตันโลก (บีดับเบิลยูเอฟ)


เมื่อครั้งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพกีฬา เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 เมื่อปี พ.ศ.2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานไฟพระฤกษ์เพื่อใช้จุดคบเพลิงในพิธีเปิดการแข่งขัน ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันที่ราชมังคลากีฬาสถาน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก เป็นเกียรติและสิริมงคลของการแข่งขันด้วย

…ความสนพระทัยในด้านกีฬาและวิศวกรรมดังสะท้อนให้เห็นผ่านการออกแบบเรือตระกูล “มด” ประจักษ์ชัดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2553 เมื่อบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน นำรถแข่งฟอร์มูล่าวันของทีม เรดบูล เรซซิ่ง รุ่นที่คว้าแชมป์ฤดูกาล 2010 รวมทั้งนักขับดังของทีมอย่าง มาร์ค เว็บเบอร์ ชาวออสเตรเลีย มาขับโชว์ที่ถนนราชดำเนิน

ครั้งนั้น เมื่อทีมงานทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงสนพระราชหฤทัยการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน และทรงติดตามทอดพระเนตรมาโดยตลอด ก็ขอพระบรมราชานุญาตนำรถไปให้พระองค์ทอดพระเนตรที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถเข็นพระที่นั่งเพื่อทอดพระเนตรตัวรถ และมีพระราชดำรัสถามเกี่ยวกับการแข่งขัน ประเภทและขนาดของเครื่องยนต์ที่ใช้ รวมถึงเรื่องชุดแข่งขัน ซึ่งในการนี้ มาร์ค เว็บเบอร์ ได้กราบบังคมทูลว่า ชุดแข่งของนักขับเอฟวันกันไฟมากๆ แต่ก็ร้อนมากเช่นกัน


ด้วยความผูกพันทั้งหลายทั้งปวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงมีต่อวงการกีฬาทั้งในและนอกประเทศ เมื่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์เผยแพร่ออกไป บรรดาองค์กรกีฬาต่างๆ จึงส่งสารแสดงความอาลัยต่อพระองค์
ในจำนวนนี้คือ สภามวยโลก (ดับเบิลยูบีซี) ซึ่งบรรยายในแถลงการณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในหมู่กษัตริย์และทรงผูกพันกับกีฬามวยมายาวนาน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์การชกชิงตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นแบนตัมเวตของ “จิ้งเหลนไฟ” จำเริญ ทรงกิตรัตน์ ของไทย กับ โรแบร์ โคฮัง จากฝรั่งเศส ที่อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ พระองค์ก็เสด็จฯไปทอดพระเนตรด้วย
ดับเบิลยูบีซียังซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซึ่งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ดอน โฮเซ่ สุไลมาน อดีตประธานสภามวยโลกเข้าเฝ้าฯ หลายครั้ง รวมทั้งพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ขั้นที่ 2 ทุติยดิเรกคุณาภรณ์ ให้แก่ดอน โฮเซ่ สุไลมาน ในฐานะที่สร้างคุณูปการแก่วงการมวยสากลอีกด้วย
ดับเบิลยูบีซีระบุในตอนหนึ่งว่า เมื่อครั้งดอน โฮเซ่ สุไลมานเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มีรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์กับดอนสุไลมานในฐานะพระสหาย ให้ดอนสุไลมานช่วยสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ มวยไทย กีฬาประจำชาติของไทย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สภามวยโลกจึงนำมวยไทยไปเผยแพร่ที่ประเทศเม็กซิโก จนได้รับความสนใจจากแฟนมวยในภูมิภาคนั้นจำนวนมาก
และทุกวันนี้ เมาริซิโอ สุไลมาน ซัลดิวาร์ ประธานดับเบิลยูบีซีคนปัจจุบัน บุตรชายของดอน สุไลมาน ก็ยังคงสานต่อการสนับสนุนกีฬามวยไทยในระดับสากลอย่างสม่ำเสมอ ให้สมกับคำมั่นที่บิดาเคยให้ไว้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในอันที่จะเผยแพร่กีฬาประจำชาติของไทยในเวทีสากล รับสั่งเป็นการส่วนพระองค์กับพระสหายในครั้งนั้นจึงมีส่วนให้กีฬามวยไทยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นที่มีต่อวงการกีฬาไทย

