บอกเล่าซีเกมส์ผ่านตำนาน ‘ราชาเหรียญทอง’ ธีรัช โพธิ์พานิช
คงไม่ง่ายนักที่จะหาใครสักคนที่มีความผูกพันธ์กับซีเกมส์มาอย่างยาวนาน จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วก็ว่าได้
คนคนนั้นสำหรับประเทศไทยก็คือ “เอ็กซ์” ธีรัช โพธิ์พานิช ตำนานนักยิมนาสติกของประเทศไทย ผู้ทำสถิติเป็น “ราชาเหรียญทอง” ในกีฬาซีเกมส์ด้วยการกวาดไปถึง 22 เหรียญทอง จากการลงแข่งขัน 5 ครั้ง
นักกีฬาเจ้าของฉายา “ยิมอัจฉริยะ” ติดทีมชาติไทยตั้งแต่อายุแค่ 13 ปีเท่านั้น เข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งแรก ในซีเกมส์ครั้งที่ 11 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และก็เปิดตัวด้วยการคว้ามา 2 เหรียญทองจากประเภททีม และอุปกรณ์ม้าหู

จากนั้นครั้งที่ 12 ที่ปประเทศสิงคโปร์นั้น เจ้าภาพไม่จัดการแข่งขันก่อนที่ในครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ครั้งนั้นธีรัชคว้ามาได้ถึง 6 เหรียญทองด้วยกัน จากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ม้าหู, ฟลอเอ็กซ์เซอร์ไซส์, บาร์คู่ และบาร์เดี่ยว
จากนั้นครั้งที่ 14 ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ราชาเหรียญทองของไทยยังเก็บมาได้อีก 5 ทอง จากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ม้าหู, บาร์เดี่ยว และบาร์คู่ ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา ซีเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะยังเก็บอีก 5 ทอง จากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ม้าหู, โต๊ะกระโดด และบาร์เดี่ยว
จนมาถึงซีเกมส์ครั้งสุดท้ายของธีรัช เป็นการวนกลับไปประเทศที่เจ้าตัวได้ไปซีเกมส์ครั้งแรกอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งส่งท้ายคว้าได้ 4 ทอง จากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ม้าหู และบาร์เดี่ยว

ธีรัช เปิดใจให้ฟังว่า สาเหตุที่ต้องเลิกเล่น ทั้งๆ ที่ตามอายุจริงๆ ยังเล่นได้อีก 4-5 ปี แต่ในซีเกมส์ครั้งสุดท้ายที่ฟิลิปปินส์นั้นถือว่าเป็นครั้งที่เหนื่อยมากๆ เพราะมีปัญหาเรื่องของสภาพร่างกาย ทรมานตั้งแต่ช่วงเก็บตัวเพราะมีอาการไหล่ซ้ายหลุด ยิ่งซ้อมก็ทำให้หลุดมากกว่าเดิม จากนั้นยังมีเอ็นข้อเท้าฉีกอีก
“สมัยนั้นวิทยาศาสตร์การกีฬาและการแพทย์ยังไม่ดีเท่ากับยุคปัจจุบัน ก็ได้คุยกับคุณหมอเอาไว้ว่ากลับจากซีเกมส์จะเข้ารับการผ่าตัด แต่พอกลับมาจะนัดวันผ่าก็ตัดสินใจเลิกเล่น ไม่ผ่าดีกว่า”
ยิมอัจฉริยะ ยังเล่าว่า ในการแข่งขันครั้งสุดท้ายเป็นครั้งที่ต้องใช้ความคิดอย่างมาก ปกติถ้าร่างกายสมบูรณ์ ก็สามารถใส่เต็มในทุกอุปกรณ์ที่ลงแข่งขันได้ แต่พอสภาพร่างกายเป็นแบบนี้ก็ต้องแข่งไปคิดไป จังหวะได้ควรลุย จังหวะไหนควรผ่อน

ธีรัช ยังเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เลิกเล่น ด้วยความที่เป็นนักกีฬาในสังกัดของราชนาวี ทำให้ได้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายเรือ และก็ถูกสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย เรียกให้มาเป็นโค้ชในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ก็รู้สึกไม่ใช่ทาง หลังกลับไปได้สัก 1 ปี ก็ลาออกจากราชการ และเข้าไปทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่ช่อง 7 จากนั้นก็ได้มีส่วนร่วมกับซีเกมส์มาทุกครั้ง จนถึงครั้งที่ 31 ที่ประเทศเวียดนามนี้นั่นเอง
ธีรัช เล่าอดีตถึงซีเกมส์สมัยก่อนว่า เมื่อก่อนนี้เป็นช่วงที่ฟีเวอร์มากๆ มีคนดูเยอะ อย่างกีฬายิมนาสติกเองก็มีคนดูเต็มสนามตลอด เช่นตอนครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ปรากฎว่าคนดูนั้นล้นสนามออกมานอกอาคารนิมิบุตรเลยทีเดียว ทว่ากลับมาถึงปัจจุบันนี้ บางชนิดกีฬาแทบจะไม่มีคนดูเลยเช่นกัน เหมือนกับจัดกันเอง ดูกันเอง คล้ายกับกีฬาแห่งชาติอย่างไงอย่างงั้น

“นอกจากนี้นักกีฬาไทย บางชนิดมันข้ามไประดับเอเชียหรือระดับโลกแล้ว มันเลยทำให้มองคุณค่าของซีเกมส์ลดลง และควรจะเป็นเวทีสำหรับการพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา”
ว่ากันถึงความเปลี่ยนแปลงของซีเกมส์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันนั้น ตำนานนักยิมนาสติกของไทย บอกว่าในสมัยอดีตมันไม่ได้มีกีฬาพื้นบ้านเยอะเหมือนสมัยนี้ เมื่อก่อนจะจัดเป็นกีฬาสากลล้วนๆ ทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก รางวัลตารางเหรียญจะบอกเลยว่าใครคือเบอร์หนึ่งในย่านนี้ ปัจจุบันมันมีกีฬาเยอะ 30-40 ชนิดกีฬา เมื่อมันเยอะมากเกินไปคุณค่าของการแข่งขันมันก็ถูกลดลงไปด้วย
สิ่งที่อยากจะเสนอคือ ประเทศไทยถือว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของอาเซียน ควรจะเสนอให้มีกีฬาพื้นบ้านได้ แต่ให้ทำตารางเหรียญแยกกันแบบชัดเจน เพราะเข้าใจว่าหลายๆ ประเทศยังอยากมีกีฬาพื้นบ้านอยู่
“มันอยู่ที่มนตรีซีเกมส์จะมองแบบไหน ถ้ามองถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาติอาเซียน การมีกีฬาพื้นบ้านก็ยังพอรับได้ แต่ถ้ามองเพื่อจะพัฒนากีฬาอาเซียนไปสู่ระดับสากล ก็ควรต้องลดกีฬาพื้นบ้านลงไปบ้าง”

แม้ว่าจะผ่านซีเกมส์มาเป็น 20 สมัย แต่ซีเกมส์ที่ยังคงประทับใจและอยู่ในความทรงจำของธีรัช ก็ยังเป็นซีเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย เพราะช่วงนั้นกีฬาซีเกมส์ฟีเวอร์มากๆ คนดูเต็มทุกสนาม ปกติไปแข่งก็มีคนดูอยู่แล้ว แค่ครั้งนี้คือล้นสนามไปเล่ย มันทำให้ต้องเล่นแบบลืมตาย การที่มีกองเชียร์ในสนามนั้นมันมีผลต่อนักกีฬามากจริงๆ
นอกจากนี้ในครั้งนั้น ก็มีดราม่ากับ โจนาธาน มันเกอลิง นักยิมนาสติกอินโดนีเซีย เพราะโดนกระแหนะกระแหนว่าเล่นในบ้านจึงสามารถคว้าได้ถึง 6 ทอง เลยสวนกลับไปว่าให้ไปดูที่กรุงจากาตาร์ในหนต่อไป ซึ่งครั้งนั้นก็มีดราม่าเล็กน้อยเรื่องของการตัดสิน มีการวอล์กเอาท์ด้วย แต่ธีรัชก็คว้ามาได้ถึง 5 ทองนั่นเอง
ส่วนเรื่องที่บอกกันว่า ซีเกมส์=ซีโกง นั้น ธีรัช เล่าว่า จากที่เคยสัมผัสมาคิดว่ามีจริง เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวเอง เนื่องจากยิมนาสติก ตัดสินด้วยสายตาก็จริง แต่การให้คะแนนในแตะละท่าจะมีคะแนนบอกชัดเจน ว่าจะต้องตัดตรงไหนบ้าง บางทีคิดว่าทำท่าออกมาได้สมบูรณ์แต่โดนตัดแต้มไปบ้างก็มี แต่ก็ไม่อยากเรียกว่าการโกง มองว่าเป็นลูกเล่นของเจ้าภาพมากกว่า เหมือนอย่างที่ปัจจุบันก็ยังมีพวกจัดรถมาช้าบ้าง จัดพักไกลจากสนามบ้าง เป็นต้น
ในฐานะที่ผ่านกีฬาซีเกมส์มาอย่างโชกโชน สิ่งที่ธีรัช ฝากถึงน้องๆ นักกีฬาที่กำลังทำการแข่งขันในครั้งนี้คือ มันเป็นเวทีสำหรับชาวอาเซียน เป็นกีฬาที่เก่าแก่มากว่า 60 ปี อย่าไปมองว่าเป็นระดับเล็กๆ เพราะเมื่อเราลงไปในนามทีมชาติไทย เชื่อว่าทุกคนใส่เต็มร้อยกันอยู่แล้ว ฉะนั้นขอให้สู้อย่างเต็มที่
นับเป็นการบอกเล่าเรื่องราวจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์ซีเกมส์มาตลอดชีวิตของตัวเองอย่างตำนานราชาเหรียญทองของประเทศไทยผู้นี้

