‘ดีแคท’ ผนึกกำลัง ‘ส.ยกเหล็กไทย’ ต่อต้านการใช้สารต้องห้ามกีฬาทุกรูปแบบ

20.07.22 | 18:06 น.

‘ดีแคท’ ผนึกกำลัง ‘ส.ยกเหล็กไทย’ ต่อต้านการใช้สารต้องห้ามกีฬาทุกรูปแบบ

สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (DCAT) หรือ ดีแคท จับมือ สมาคมกีฬายกน้ำหนัก
สมัครเล่นแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในด้านการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ที่ห้องประชุมทรัพย์มณี โรงแรมทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยมี นพ.มีชัย อินวู๊ด ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และนายปรัชญา กีรนันท์ นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ร่วมจรดปากกาลงนามความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย

สำหรับวัตถุประสงค์ของการร่วมลงนามในครั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา โดยยังเป็นการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ข่าวสารความรู้ด้านวิชาการสารต้องห้ามทางการกีฬาระหว่างกัน รวมไปถึงส่งเสริม สนับสนุน ในการตรวจสอบสารต้องห้ามทางการกีฬาของสมาคม และยังเป็นการพัฒนาความรู้ของบุคลากรและนักกีฬาในสังกัดสมาคม เรื่องการควบคุมสารต้องห้าม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา

นพ.มีชัย อินวู๊ด กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันก่อนหน้านี้ว่า สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ตกเป็นจำเลยในเรื่องสารต้องห้ามทางการกีฬามาก่อน แต่ว่าเวลานี้สมาคม และสำนักงานร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาหลังจากนี้ ดีแคท และสมาคม ยังมีงานที่ต้องทำร่วมกันอีกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกฎ กติกา และมารยาท ซับซ้อนขึ้น เราจึงตัดสินใจลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

“การลงนามฉบับนี้ก็จะเป็นความร่วมมือในเรื่องที่สำนักงานจะต้องไปตรวจสอบสารต้องห้าม ให้ความรู้นักกีฬา ส่วนสมาคมจะต้องกำกับดูแลนักกีฬา สโมสร และผู้ฝึกสอน ซึ่งในตัวของข้อมูลเรื่องสารต้องห้ามในวงการกีฬาโลกเวลานี้ มีอัพเดทอยู่เรื่อยๆและเปลี่ยนบ่อยมาก ดังนั้นหากเราไม่ทำงานใกล้ชิดกัน ก็อาจจะเกิดปัญหา นักกีฬา และสมาคมอาจจะปรับตัวไม่ทัน ซึ่งข้อดีของการลงนามในครั้งนี้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้นไป และเอกสารต่างๆ ทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษก็จะสามารถตรวจสอบและเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จากการที่เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งก็
จะเป็นผลประโยชน์ต่อตัวนักกีฬา สมาคม และวงการกีฬาไทยด้วย”

นพ.มีชัย กล่าวอีกว่า เราจะพยายามเน้นให้ความรู้มากๆ เพราะในสังคมโลกตอนนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วจะช่วยในเรื่องของสารต้องห้ามมากกว่าติดตามลงไปตรวจ เพราะว่าจำนวนตัวอย่างที่จะเก็บเกินความสามารถกว่าทุกประเทศในโลก ดังนั้นหากจะตรวจให้ได้ผลจริงๆ ต้องตรวจนักกีฬาทุกคน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาลมาก ในทางกลับกัน หากเราให้ความรู้ที่ถูกต้องว่า ไม่ต้องใช้สารต้องห้าม นักกีฬาก็สามารถเก่งได้

Advertisement

“ตรงนี้ก็จะเป็นผลดีกับตัวนักกีฬา และวงการกีฬาที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในความหวังเหรียญรางวัลของประเทศไทย และประสบปัญหามาก่อน ก็จะเป็นการนำร่องความร่วมระหว่างดีแคทกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยด้วย” นพ.มีชัย กล่าว

ด้าน นายปรัชญา กีรตินันท์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือกับทางดีแคท นอกจากจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความตั้งใจในการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาทุกรูปแบบไม่ให้เกิดขึ้นในวงการกีฬายกน้ำหนักไทย โดยสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ก็จะเข้ามาร่วมมือทั้งการให้ความรู้แก่นักกีฬา เจ้าหน้าที่ สโมสรต่างๆ รวมถึงจัดประมวลผล ติดตามผลการให้ความรู้ และให้คำปรึกษา เพื่อหาแนวทางร่วมในการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามอย่างใกล้ชิดในห้วงระยะเวลาของสัญญายาว 5 ปี