บิ๊กฮง เปิดใจร่ายยาว ยันไม่เคยคิดคดโกงสอยคิวไทย เดินพัฒนาก่อนวางมือ
จากความสำเร็จของทัพนักกีฬาสอยคิวไทย ในการแข่งขันสนุกเกอร์สมัครเล่นชิงแชมป์โลก ที่ประเทศมาเลเซีย โดยสามารถสร้างผลงานยอดเยี่ยม คว้าได้ถึง 2 แชมป์โลก จากสนุกเกอร์ประเภททีม รุ่นอายุเกิน 40 ปี ที่มี “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม อดีตมืออันดับ 3 ของโลก กับ “หนู ดาวดึงส์” นพดล นภจร อดีตแชมป์สมัครเล่นโลก ปี 34 และแชมป์โลก สนุกเกอร์ 6 แดงหญิง จาก “แอม นครปฐม” วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤษธเนศ จอมคิวสาวหล่อ พร้อมด้วยรองแชมป์โลก สนุกเกอร์ 15 แดงทีมของ “นุ้ก สงขลา” กฤษณัส เลิศสัตยาทร กับ “ไผ่ สากล” จงรักษ์ บุญรอด 2 หนุ่มจากแดนใต้ รวมทั้งอันดับ 3 จากสนุกเกอร์ 6 แดงโลกหญิง “พลอย ขอนแก่น” พลอยชมพู เหล่าเกียรติพงษ์ กับบิลเลียดชิงแชมป์โลก จาก “รมย์ สุรินทร์” ประพฤติ ชัยธนสกุล และสนุกเกอร์ 6 แดง ชิงแชมป์โลก จาก “อิศ จันท์” อิศรา กะไชยวงษ์
“บิ๊กฮง” นายสุนทร จารุมนต์ นายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ต้องขอแสดงความยินดี และชื่มชมความสำเร็จกับรางวัลที่นักกีฬาทุกคนสามารถสร้างความสุขให้กับแฟนกีฬาชาวไทย นับว่าการแข่งขันรายการชิงแชมป์โลก ที่ประเทศมาเลเซีย นักกีฬาไทยสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในจำนวนประเทศที่เข้าร่วมการแข่ง ซึ่งมีการชิงชัย 6 รายการ ซึ่งทีมสอยคิวไทย สามารถคว้าแชมป์โลกมาได้ถึง 2 แชมป์ กับ 1 รองแชมป์ และอันดับอีก 3 รางวัล ถือว่ามาตรฐานนักสอยคิวไทยสูงกว่าชาติต่างๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณนักกีฬาทุกคนกับการทุ่มเท ฝึกซ้อม อย่างหนักจนนำชื่อเสียงประเทศไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในเวทีโลก
“ต้องยอมรับว่า มาตรฐานนักสอยคิวไทยมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากทัวร์นาเมนต์แข่งขันที่มีจำนวนมาก ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นรายการ สนุกเกอร์ 15 แดง, ไทยแลนด์ แรงกิ้ง เซอร์กิต ที่มีถึง 7 รายการ รวมทั้งชิงแชมป์ประเทศไทย แถมยังมีสนุกเกอร์หญิงชิงแชมป์ประเทศไทย, เยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย, บิลเลียดชิงแชมป์ประเทศไทย, สนุกเกอร์ 6 แดงชิงแชมป์ประเทศไทย และล่าสุดสมาคมได้ร่วมกับ USNOOKER จัดสนุกเกอร์ 6 แดง ไทยแลนด์ แรงกิ้ง อีก 5 รายการในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการจัดให้มีการแข่งขันเกม 6 แดง ที่มีการจัดอันดับนักกีฬาขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองไทย ชิงเงินรางวัลสูงที่สุด ทำให้สนุกเกอร์ไทยมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย ไม่รวมการแข่งขันที่จัดขึ้นตามโต๊ะตลาดทั่วไป”
“บิ๊กฮง” ยังกล่าวอีกว่า ตนเข้ามารับตำแหน่งนากสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ เพื่อมุ่งหวังจะให้กีฬาสนุกเกอร์มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกกว่า 2 ปีกีฬาแทบทุกชนิดต้องเลื่อนการแข่งขัน หรือยกเลิกการจัดการแข่งขัน มีเพียงสนุกเกอร์เท่านั้นที่ยังจัดให้มีการแข่งขันครบทุกรายการ เพื่อมุ่งหวังให้นักกีฬาทุกคนมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ไม่เคยคิดคดโกงเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่ายังมีผู้ไม่หวังดีอยากเป็นนายก สร้างเรื่องเท็จมาโจมตีตนเอง และสมาคมก่อนเลือกตั้งหาว่า เข้ามาหวังผลประโยชน์กับสมาคมโกงกินกับเงินสนับสนุนที่ได้รับ ใส่ร้ายต่างๆ นานา ทำหนังสือร้องเรียนไปหลายองค์กร ซึ่งตนก็ไม่เคยออกมาพูด เพราะไม่อยากให้วงการสอยคิวแตกแยก แต่ตอนนี้ตนอยากออกมาพูดบ้าง
“ที่ผ่านมาผมเคยเป็นผู้จัดการทีม ในยุคที่คุณสินธุ พูลศิริวงศ์ เป็นนายกสมาคม เป็นมากว่า 20 ปี ดูแลนักกีฬาอย่างดี ทั้งคุมไปแข่งขัน รวมทั้งอัดฉีดรางวัลต่างๆ ไม่ให้น้อยหน้ากีฬาอื่นๆ ใช้เงินตัวเองไปเกือบ 30 ล้านบาท จนได้มาเป็นนายกสมาคม เงินสักบาทผมก็ไม่เคยคดโกง ทุกวันนี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ ผมยังต้องสำรองออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งสนุกเกอร์ทุกรายการ ส่งนักกีฬาไปแข่งต่างประเทศ รวมแล้วเกือบ 20 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยหลายสมาคมก็เกิดปัญหากับเรื่องดังกล่าวนี้เช่นกัน และผมก็อยากชี้แจงในข้อสงสัยจากผู้ที่ไปฟังคนไม่หวังดีใส่ร้ายต่างๆ นานา” นายสุนทร กล่าว
นายกสอยคิวไทยกล่าวในตอนท้ายว่า การจัดการแข่งขันสนุกเกอร์ แรงกิ้ง ใช้งบจัดประมาณ 15 ล้าน แต่สมาคมได้รับการสนับสนุนเได้แค่ไม่ถึง 10 ล้านบาท โดยได้จาก กกท. เกือบ 6 ล้าน, จากสปอนเซอร์ 4 ล้าน, การจัดการแข่งขัน หรือส่งนักกีฬาไปแข่งขันต่างประเทศ จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับรายการที่ส่งไปแข่งขัน โดยเงินที่ขาดในต่างๆ ทั้งหมด นายกสมาคมต้องจ่ายเองทั้งหมด แล้วจะมีส่วนไหนให้โกงกินได้บ้าง
“สิ่งต่างๆ ที่ผมชี้แจงก็เพื่อให้ทุกท่านที่ฟังผู้ไม่หวังดีรับทราบความจริง ผมไม่อยากให้ฟังความข้างเดียว เพราะตอนนี้การบริหารงานเริ่มขาดสภาพคล่อง เพราะต้องรอเงินจาก กกท. ที่ยังไม่ได้จ่ายมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งผมขอยืนยันว่า การอาสาเข้ามาทำงานสมาคมกีฬาคือ การเสียสละโดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมไม่เคยคิดทำกำไรกับการกีฬาสนุกเกอร์ ขอเพียงได้เห็นกีฬาที่เรารัก พัฒนาไปได้ดีนักกีฬามีรายได้ มีชีวิตที่ดี ในยุคที่ตัวเองเป็นนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ เท่านี้ผมก็ภูมิใจแล้ว และคิดว่าการเป็นนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ สมัยที่ 2 พอหมดวาระก็จะวางมือแล้ว” สุนทร กล่าว

