ปราการด่านสุดท้าย ทัพช้างศึก สู่บัลลังก์แชมป์อาเซียนสมัย 7
เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นสำหรับ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ในการป้อนกันแชมป์ และคว้าแชมป์อาเซียนสมัยที่ 7 การบุกมาเก็บผลเสมอ 2-2 ที่ มีดิงห์ สเตเดียม ประเทศเวียดนาม ได้ นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม และทำให้ทีมชาติไทยได้เปรียบอย่างมากในเกมที่สองก่อนจะกลับมาเล่นที่ประเทศไทย
โดยในเกมที่สอง ที่จะกลับมาหวดกันที่ สนามกีฬา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 16 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจว่า บัตรเข้าชมขายหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจะได้เห็นแฟนบอลเข้าไปชมกันแบบเต็มสนามพร้อมให้กำลังใจทีมชาติไทย และรอดูภาพชูถ้วยด้วยกัน
แต่! เกมมันยังไม่จบ และยังเหลืออีก 90 นาที
ที่เวียดนามเองก็คงยังไม่ยอมแพ้เช่นกัน พวกเขาขอแค่ผลชนะแค่ประตูเดียวก็สามารถทำให้ทีมชาติไทยน้ำตาตกได้ ฉะนั้นจะประมาทไม่ได้โดยเด็ดขาด
ย้อนกลับไปในเกมที่ทีมชาติไทยเกือบจะบุกเอาชนะเวียดนามได้ ต้องชื่นชมการวางแท็คติกของ มาโน่ โพลกิ้ง หัวหน้าผู้ฝึกสอน ที่เลือกเพลย์เซฟด้วยการเปลี่ยนระบบการเล่นจาก 4-4-2 หรือ 4-3-3 ที่ใช้มาโดยตลอด มาใช้ 3-5-2 เป็นครั้งแรก
มาโน่ เลือกใช้ กฤษดา กาแมน-พรรษา เหมวิบูลย์-วีระเทพ ป้อมพันธุ์ แล้วให้ ศศลักษณ์ ไหประโคน กับ ศุภนันท์ บุรีรัตน์ เป็นวิงแบ๊ก
เอาจริงๆ ช่วงต้นเกมเหมือนนักเตะไทยยังไม่ชินกับระบบ และเล่นกันไม่เข้าขาเท่าที่ควร โดยเฉพาะทางฝั่งซ้ายที่วีระเทพยืนอยู่กับ ศศลักษณ์ ที่โดนเวียดนามเจาะอยู่หลายครั้ง จนมาเสียประตูแรก ก็มาจากการครอสทางด้านซ้ายนั่นเอง
แต่พอไทยเสียประตูก็กลายเป็นไฟต์บังคับว่าจะต้องบุกเพื่อทวงประตูคืน ไม่ใช่แค่เพื่อผลเสมอแต่ยังเป็นอเวย์โกลที่จะทำให้ได้เปรียบในเกมที่สองไปด้วย
“เวียดนามเริ่มครึ่งแรกได้ดีคุมเกมได้เหนือว่าเราเล็กน้อยแค่ช่วง 25 นาทีแรกเท่านั้น จากนั้นเราสร้างโอกาสได้มากขึ้น เริ่มครองเกมได้ ดังนั้นช่วงพักครึ่งจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ทุกคนก็ต่อยอดมาครึ่งหลังได้ คุมเกมได้มากกว่าและมีการโต้กลับที่อันตราย” มาโน่ โพลกิ้ง พูดถึงช่วงแรกของเกมที่ไทยยังเป็นรอง

แล้วครึ่งหลังไทยก็กลับมาได้สำเร็จ จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ที่ครึ่งแรกโดนเวียดนามประกบอย่างหนักตามคำสั่งของ ปาร์ค ฮัง ซอ เฮดโค้ชของเวียดนาม ที่บอกไว้ก่อนเกมว่า ถ้าปิดธีราทรเพียงคนเดียวได้ไทยก็หมดพิษสง
แต่ครึ่งหลังธีราทรเป็นคนออกบอลอย่างคมกริบทั้งสองครั้งและทำให้ได้พลิกแซงขึ้นนำ 2-1 ได้ เรียกว่าทำให้สนามมีดิ่งเงียบเป็นเป่าสากเลยทีเดียว
ซึ่งหนึ่งในผู้ทำประตูคือ “ฟร้อง” ปรเมศย์ อาจวิไล กองหน้าจาก “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เกมนี้ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเกมแรกในทัวร์นาเมนต์นี้ และก็ตอบแทนความไว้วางใจของมาโน่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

มาโน่ พูดถึงประตูของปรเมศย์ว่า ปรเมศย์ทำได้ยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นมืออาชีพตลอดทัวร์นาเมนต์ ซ้อมอย่างเต็มที่ และวันนี้จึงให้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริง และก็ตอบแทนได้ยอดเยี่ยม ทั้งทำผลงานได้ดี ทำประตูที่สวยงามให้กับทีมชาติไทย
อย่างไรก็ตามข้อเสียที่เห็นหลายต่อหลายครั้งของทีมชาติไทยคือ เวลาที่ขึ้นนำแล้วมักจะชอบผ่อนเกม หลังจากที่ขึ้นนำแล้วจะเห็นได้ว่าเวียดนามกลับมาได้ครองบอลมากขึ้นอีกครั้งและยิ่งบุกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเกมรับของไทยก็เริ่มปั่นป่วนไปพอสมควร
แล้วทำนบของไทยก็มาแตกจนได้ในช่วงไม่กี่นาทีสุดท้ายของเกม กับจังหวะเตะมุมที่ไทยป้องกันได้ไม่ดีอีกครั้ง เคลียร์กันไม่ขาดจนบอลมาเข้าทาง วู วาน ธาห์น กดจากนอกกรอบเขตโทษเข้าประตู เป็นประตูตีเสมอให้กับเวียดนาม
เอาจริงๆ ก่อนจบเกมทีมชาติไทยน่าจะได้ประตูที่ 3 จากจังหวะสวนกลับที่ เอกนิษฐ์ ปัญญา ตัวสำรองที่ลงมาในครึ่งหลัง ได้บอลจากกลางสนามแล้วลากขึ้นมาโดยเหลือแนวรับของเวียดนามแค่ 1 คนเท่านั้น
แต่ก็ด้วยความกดดัน และประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงความยอดเยี่ยมของดัง วานลัม นายทวารเวียดนามด้วย ทำให้ไทยชวดได้ประตูชัยอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามผลเสมอ 2-2 ก็นับว่าไทยได้เปรียบมากๆ แล้วเพราะว่าแค่กลับมาเสมอ 0-0 หรือว่า 1-1 หรือเอาชนะเวียดนามได้ ทีมชาติไทยจะเป็นแชมป์สมัยที่ 7 ทันที แต่ถ้าพลาดท่าเสมอมากกว่า 2-2 ขึ้นไป หรือปล่อยให้เวียดนามบุกมาชนะได้ ทีมชาติไทยก็จะพลาดโอกาสเป็นแชมป์เช่นกัน
เหมือนอย่างที่ธีราทร ปลุกใจลูกทีมในตอนจบเกมว่า อย่าให้ผลเสมอมันมาสร้างพลังลบให้กับตัวเอง ผลเสมอตอนนี้มันทำให้ทีมได้เปรียบมากๆ แล้ว แล้วเรากลับไปเอาชนะในบ้านเพื่อคว้าแชมป์ให้ได้กัน
เฮดโค้ชทีมชาติไทย พูดถึงผลในนัดแรกว่า มันเกือบเป็นผลที่เพอร์เฟคต์ แต่ก็ยังเป็นผลที่ดีกับทีมไทยอยู่ มันน่าเสียดายที่มาโดนยิงช่วงท้ายเกม แต่เรามาเพื่อยิงอเวย์โกล 1 ลูก แต่ทำได้ 2 ก็ถือว่าโอเคแล้ว จากนี้ก็จะต้องกลับไปพัก เตรียมตัวให้พร้อม ให้แฟนบอลเข้ามาช่วยกันปิดจ็อบในเกมสุดท้าย เพื่อจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบในบ้านของเรา
เช่นเดียวกับ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีม ที่มองว่าเป็นเกมที่เร้าใจ มีทุกรสชาติ ครึ่งแรกไทยตามหลัง และกลับมาได้ ซึ่งนี่เป็นเกมเยือนที่เล่นยากอยู่แล้ว แต่งานของเราคือกลับไปวันที่ 16 มกราคม อยากจะเอาชนะให้ได้แม้ว่าผลเสมอจะเพียงพอก็ตาม

แต่ในฝั่งของเวียดนามเองพวกเขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ ปาร์ค ฮังซอ พยายามปลุกใจลูกทีมด้วยการบอกว่า ทีมยังมีโอกาสอยู่ ยังไม่คิดว่าตัวเองแพ้ สิ่งที่เราจะทำคือทำออกมาให้ดีที่สุด สกอร์แค่ 1-0 ก็เพียงพอจะเป็นผู้ชนะแล้ว ซึ่งแต่ละทีมไม่มีใครเพอร์เฟคต์อยู่แล้ว เราจะพยายามให้เต็มที่ในทุกๆ นัด
แน่นอนว่าสปอร์ตไลท์ของชาวอาเซียน คงจะหันไปอยู่ที่เกมนัดสุดท้ายที่สนามกีฬาม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ในวันที่ 16 มกราคมนี้ ว่าใครจะได้เป็นเจ้าอาเซียน
“นัดที่ 2 ได้ยินว่าตั๋วขายหมดแล้ว กำลังใจจากกองเชียร์ไทยเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ได้เห็นบรรยากาศของเวียดนามแล้วทำให้ขนลุก แต่ไทยก็ทำได้เหมือนกันเพราะกองเชียร์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ดังนั้นขอให้เข้ากันมาเต็มสนาม หรือถ้าไม่มีบัตรก็ชมทางทีวี ร่วมส่งกำลังใจทีมชาติไทย” มาดามแป้ง พูดถึงแฟนบอลที่จะมาชมในสนามกัน
เรียกได้ว่าเกมนัดที่สองนับเป็นอีกหนึ่งเกมที่สำคัญมากๆ ที่จะตัดสินว่าใครเป็นเจ้าอาเซียน และนี่คือการพบกันของสองทีมที่ดีที่สุดในย่านนี้เวลานี้อีกด้วย
แต่มันคือก้าวสุดท้ายของทีมชาติไทย ที่มีโอกาสดีมากๆ ในการเป็นแชมป์สมัยที่ 7
ดังนั้นใครมีบัตรอยู่ในมือ อย่าลืมไปเจอกันที่สนามวันที่ 16 มกราคมนี้

