หน้าแรก กีฬา กีฬาในประเทศ กูรูพลศึกษาเช...

กูรูพลศึกษาเชื่อโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องช่วยปรับทัศนคติครู

17.03.23 | 22:03 น.

กูรูพลศึกษาเชื่อโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องช่วยปรับทัศนคติครู

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ เชื่อมั่นว่า โครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม ด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ จะช่วยปรับทัศนคติให้ครูพลศึกษา เข้าใจเด็กและสอนอย่างถูกวิธีมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มยุรี ศุภวิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม ด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ กล่าวในการแถลงข่าว โครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม ด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นเรียนร่วมจนก่อให้เกิดสุขภาวะที่ดี ถึงความสำคัญของการสร้างกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมให้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ว่า โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถของครูพลศึกษา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม เนื่องจากปัจจุบันจะพบว่าโรงเรียนเรียนร่วมมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ทำให้เด็กมีโอกาสได้เรียน เพราะจะอยู่ใกล้บ้าน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ที่จะต้องเข้าใจว่าจะสอนเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร ต้องปรับวิธี และเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม สอดคล้องได้อย่างไร

“ประเทศไทยมีหลักสูตรการสอนพลศึกษาแบบทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง ไม่เน้นว่าจะสอนเด็กพิเศษประเภทไหน แต่ครูพลศึกษาต้องทำความเข้าใจ ศึกษาความพิเศษแต่ละความพิเศษเพื่อจัดการสอนได้อย่างเหมาะสม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มยุรี กล่าวย้ำ

Advertisement

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มยุรี กล่าวว่า นอกจากครูผู้สอนพลศึกษาแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กที่มีความบกพร่องทางสถิติปัญญาจะต้องให้ความสำคัญเรื่องกิจกรรมทาสงกายของเด็ก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีภาวะความล่าช้าทางพัฒนาการของร่างกาย ส่วนหลักสูตรที่โครงการทำออกมานั้นถือเป็นแนวทางในการให้แต่ละโรงเรียนนำไปปรับใช้ตามเหมาะสม

ขณะที่ ศาสตราจารย์เจริญ กระบวนรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

ในฐานะที่ปรึกษาโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม ด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมการเคลื่อนไหว ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ต้องเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเด็ก ที่หากไม่ได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวทางกายอย่างเหมาะสม เซลล์สมองก็จะไม่ถูกใช้งาน กระบวนการคิด การตัดสินใจก็จะถดถอย เมื่อทักษาะการคิดน้อยลง ใช้สมองน้อยลง การใช้อารมณ์ก็จะมากขึ้น จนเกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ แต่หากเด็กได้ทำกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมตามวัน ได้คิดก่อนทำ ก็จะช่วยพัฒนาทุกด้านอย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์เจริญ กล่าวว่า โครงการนี้ จะเข้ามาช่วยเติมความรู้ ความเข้าใจให้กับครูผู้สอน ว่าจะต้องมีวิธีการสอนอย่างไร จะต้องปลูกฝังเด็กให้สนุกกับการเคลื่อนไหว ออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็ก มีกิจกรรมทางกายให้เรียนรู้พัฒนา เพราะพลศึกษาไม่ใช่การให้เด็กเล่น หรือนันทนาการที่เน้นความสนุกสนานเท่านั้น แต่ต้องรู้เป้าหมายการเรียนพลศึกษาด้วยว่า จะนำมาพัฒนาโครงสร้างร่างกายและสติปัญญาอย่างไร ต้องให้ความรู้ว่าสิ่งที่ทำเกิดประโยชน์อย่างไร

ทำแล้วได้อะไร ตรวจสอบ ประเมินผลทางร่างกายได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมีความเข้าใจตรงกันด้วย

“พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กและครู ต้องมีความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะครู ที่มีหน้าที่สอน ไม่ใช่เพียงการสั่งอย่างเดียว แต่ต้องหาความรู้ใหม่ ๆ มาสอน เพราะการสอนคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดผลแบบที่เราต้องการ อย่าให้แค่ประสบการณ์เดิม ๆ เท่านั้น เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางสถิติปัญญา จะต้องทำมากกว่าเด็กทั่วไป ทำซ้ำ ๆ สอนซ้ำ ๆ เข้าใจกลไกของร่างกาย การควบคุมสั่งงาน หากครูและผู้ปกครองเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ก็จะสามารถวัดผลได้ว่าเด็กมีพัฒนาการเกิดขึ้นหรือไม่” ศาสตราจารย์เจริญ กล่าวย้ำ

ด้าน ดร.สามารถ รัตนสาคร ผู้เชี่ยวชาญโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเรียนร่วม ด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมสุขภาวะให้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนร่วมกับเด็กทั่วไปในชั้นเรียน มีสิทธิ์เท่าเทียมกันผ่านการทำกิจกรรมทางกาย และเครื่องมือสำคัญคือหลักสูตรที่โครงการจัดทำขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับครูผู้สอนพลศึกษา ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ ในการจะนำความรู้ มาช่วยลดความไม่เท่าเทียมของเด็ก เปลี่ยนแปลงทัศนคติของครูที่มีต่อเด็กเพื่อให้เข้าใจว่าเด็กทุกคนสามารถออกกำลังกายได้ตลอดชีวิต

“เราให้ความสำคัญกับทัศนคติของครูผู้สอนอย่างมาก ต้องเปลี่ยนชุดความคิดของครูว่า เด็กพิการทุกประเภท สามารถเรียนรู้ได้ และต้องหาความรู้เพิ่มเติมอย่างเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยกันพัฒนาเด็ก” ดร.สามารถ กล่าว

ดร.สามารถ กล่าวถึงการผลักดันหลักสูตรที่โครงการจัดทำขึ้น ให้เกิดการนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมว่า จะต้องทำให้กิจกรรมทางกายของแต่ละโรงเรียนเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เด็กทุกคนจะต้องได้ทำกิจกรรมทางกายอย่างเท่าเทียม ทำให้เด็กทุกคนสามารถเข้ามาใช้สนามเด็กเล่นได้ เป็นเรื่องที่ทั้งโรงเรียนต้องคิดร่วมกัน ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในหลักสูตรของโครงการ

ทั้งนี้ หากโรงเรียนหรือผู้ปกครอง ต้องการอ่านคู่มือผู้สอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาฉบับครู และ คู่มือผู้สอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาฉบับผู้ปกครอง สามารถดาวน์โหลดได้ที่

https://drive.google.com/drive/folders/1l0C_N00tncdjYCALiQTe70KuFC3k6xCv?fbclid=IwAR3jeIEpa4qI4-DQgb18Jg9RI21oagbvfG9C5Q1zmc8PYOMDAn6ahN3_UxE.

หรือติดตามข้อมูล #พลศึกษาเพื่อสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้ที่

https://www.facebook.com/PAPEChildrenwithspecialNeeds