เสียงสะท้อน ‘คนกีฬา’ สู่สนามเลือกตั้ง’66
เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ประชาชนชาวไทยจะได้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศ วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 แน่นอนว่าในส่วนของวงการกีฬาเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงหนึ่งที่สำคัญ และมีอำนาจในการพัฒนาวงการกีฬาอย่างแท้จริง
แม้ว่าที่ผ่านมาในหลายรัฐบาลจะเริ่มให้ความสำคัญกับกีฬามากขึ้นเพื่อหวังเห็นนักกีฬาไทยได้ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลก แต่เชื่อว่าการดูแลต่างๆ อาจจะยังไม่ทั่วถึงเพียงพอ ดังนั้น เราจึงมาฟังเสียงของคนวงการกีฬากันว่าอยากเห็นรัฐบาลยุคใหม่เป็นอย่างไรบ้าง
นายณัฐวุฒิ เรืองเวส อดีตรองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่าทุกรัฐบาลให้การสนับสนุนวงการกีฬาอยู่แล้ว เพราะว่ามันมีแต่ประโยชน์ทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่อยากให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลต้องโฟกัสให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพราะปกติคนมักจะสนใจแค่กีฬาเป็นเลิศหรือผลการแข่งขัน แต่จริงๆ แล้วมันมีเรื่องของกีฬามวลชน, กีฬาพื้นฐานอยู่ อยากให้สนับสนุนให้ครอบคลุมทุกด้าน
“ในการสนับสนุนให้ครอบคลุมก็ต้องทำให้กีฬาเป็นที่นิยม อยู่ในสายเลือดของคนไทย ทำอย่างไรให้คนไทยมีความรักในกีฬา ซึ่งถ้าหากทำได้ตั้งแต่กีฬาขั้นพื้นฐาน อย่างอื่นก็จะตามมาเอง ไม่ว่าจะเป็นกีฬาเป็นเลิศหรือว่ากีฬาอาชีพ”
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า แน่นอนว่าถ้าหากสามารถผลักดันให้ประชาชนเล่นกีฬาได้ มันได้เรื่องของสุขภาพอยู่แล้ว ทั้งสุขภาพกาย, สุขภาพใจ และยังสร้างสุขนิสัยที่ถูกต้อง รู้แพ้-รู้ชนะ-รู้อภัย สุดท้ายก็สามารถต่อยอดนักกีฬาไปเป็นนักกีฬาทีมชาติหรือสร้างอาชีพได้ นอกจากนี้ กีฬายุคใหม่ยังกระตุ้นเรื่องของเศรษฐกิจได้อีกด้วย อย่างเช่นการจัดการแข่งขันหรือทำเป็นกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (สปอร์ตทัวริซึม) ดังนั้น การพัฒนากีฬามันตอบโจทย์อยู่แล้ว ถ้าบริหารให้ดีจะเป็นเครื่องมือที่ดีของรัฐบาลได้
ส่วนเรื่องที่มักจะเป็นประเด็นอยู่เสมอสำหรับวงการกีฬาคือเรื่องการแยกออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น อดีตรองผู้ว่าการ กกท.กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการบริหาร ถ้าบริหารให้มันบูรณาการกัน มันก็เหมือนสปอร์ตทัวริซึมในปัจจุบัน แต่ถ้าหากแยกออกมาก็ไม่ควรให้มันเป็นกระทรวงใหญ่เกินไป เพราะถ้าเป็นกระทรวงต้องมีหน่วยงานย่อยเต็มไปหมด แต่กีฬาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ไว ถ้าหากมันใหญ่เกินไปจะทำให้การทำงานล่าช้า ไม่ทันการณ์ ฉะนั้น จะแยกหรือไม่แยก มันอยู่ที่การบริหารมากกว่า
นายณัฐวุฒิปิดท้ายว่า รัฐบาลในฝันของตัวเองนั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็นรัฐบาลที่สามารถนำพาประเทศฝ่าวิกฤตต่างๆ ได้ ทั้งเศรษฐกิจ, สังคม, ความมั่นคง เป็นผู้นำพาประเทศไปรอดได้
มาถึงเสียงจากวงการฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาอันดับ 1 ของประเทศไทยกันบ้าง โค้ชธง ธงชัย สุโกกี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลไทยลีก มองว่า รัฐบาลนั้นถือว่าเป็นภาคใหญ่สำหรับการบริหารประเทศ ดังนั้น อยากให้ยึดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักก่อน ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นสาขาอาชีพไหน อยากให้เข้ามาพัฒนาประเทศโดยองค์รวมก่อน ถ้าหากทุกอย่างดี ประชาชนมีกินมีใช้ อยู่ดีกินดี ค่อยกระจายงบประมาณมาพัฒนาในเรื่องของกีฬา เพื่อให้คนไทยมีความสุขกับการเชียร์กีฬาต่อไป แต่ก็อยากให้สนับสนุนกีฬาในทุกประเภทด้วย เพราะว่าประเทศไทยไม่ได้มีแค่กีฬาฟุตบอลอย่างเดียว
“ในมุมมองผมรัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่ได้มีบุคลากรที่โดดเด่นทางด้านกีฬามากนัก ยังไม่เห็นการพัฒนาด้านกีฬาที่ชัดเจน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดี มีปัญหาเรื่องของโควิด-19 ทำให้การจัดการแข่งขันต่างๆ หรือวงการกีฬามันซบเซาลงไป แต่ในยุคใหม่ ก็อยากเห็นบุคคลในวงการกีฬาเข้าไปอยู่ในภาครัฐบ้าง เพื่อจะได้มีคนที่รู้จักธรรมชาติของกีฬา จะได้ลงมาดูแลอย่างถูกวัตถุประสงค์ด้วย” โค้ชธงกล่าว
ด้าน เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ฮีโร่หญิงเจ้าของเหรียญทองจากกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พูดถึงสเปกของรัฐบาลในฝันของตัวเองว่า ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ อยากได้รัฐบาลที่ทันกับเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีมันไปไวมากๆ แล้วประเทศไทยตามไม่ทัน อยากให้ทุกอย่างเป็นดิจิทัล สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้เองที่บ้าน ไม่ต้องไปต่อคิวให้ยาวเหยียด
พาณิภัคกล่าวต่อว่า ในส่วนของกีฬาคิดว่าอยากให้มีสวนสาธารณะสำหรับการออกกำลังกายเยอะๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงกีฬาได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเทควันโดได้ยิ่งดี เพราะว่าเป็นกีฬาที่เข้าถึงยากกว่ากีฬาอื่นๆ ทุกวันนี้ถ้าเป็นฟุตบอล, แบดมินตัน หรือวอลเลย์บอล ทุกคนสามารถเล่นได้โดยไม่มีการเขินอาย แต่ถ้าเป็นเทควันโดคนจะไม่ค่อยกล้าเล่น ยิ่งถ้าต้องเล่นคนเดียวด้วยแล้ว จึงอยากให้เปิดพื้นที่ให้เทควันโดอยู่ในที่สาธารณะ ทุกคนจะได้เข้าถึงและเป็นเรื่องที่ดี
นอกจากนี้ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้รัฐบาลยังให้การสนับสนุนวงการกีฬาน้อยอยู่ อย่างตัวเอง ถ้าหากว่าไม่ได้เหรียญรางวัลในระดับต่างๆ อาจจะเลิกเล่นไปแล้ว เพราะว่าเงินเดือน, เบี้ยเลี้ยง หรือสวัสดิการต่างๆ มันยังไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีผลงานหรือได้เงินรางวัลจากผลงานก็คงจะเลิกเล่นไปแล้ว
“อยากให้ลงมาช่วยสนับสนุนกีฬาตั้งแต่ระดับรากหญ้า รวมถึงคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้จะอยู่ในวงการกีฬาได้ไม่นานก็หนีไปทำอย่างอื่นกันหมด” จอมเตะสาวทีมชาติไทยกล่าวปิดท้าย
อีกเสียงหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยก็คือนักกีฬาคนพิการ “รุ่ง” รุ่งโรจน์ ไทยนิยม เจ้าของเหรียญทองเทเบิลเทนนิสคนพิการ ประเภทชายเดี่ยว คลาส 6 จากพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้อยากให้มีความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตยจริงๆ และอยากให้คนที่เข้ามาช่วยดูแลวงการกีฬาด้วย
รุ่งโรจน์กล่าวต่อว่า จริงๆ ในเรื่องของการสนับสนุนนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ งบประมาณในการเตรียมนักกีฬาก็ได้เยอะขึ้น ตัวเองอยู่มานานจึงรู้ว่าเมื่อก่อนมันไม่ได้ดีขนาดนี้ แต่ก็อยากให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอีก ปัจจุบันให้ความสำคัญกับนักกีฬาคนพิการแล้วก็อยากให้มันมากขึ้นเรื่อยๆ
“ในส่วนของรางวัลนักกีฬาคนพิการก็เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน จากที่เหรียญทองเดียวในระดับซีเกมส์ให้แค่ 50,000 บาท ทุกวันนี้ขึ้นมาเป็น 200,000 บาทแล้ว ถึงจะไม่เท่ากับรางวัลของนักกีฬาคนปกติที่ได้เหรียญละ 300,000 บาท แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก”
นักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทยปิดท้ายว่า สำหรับรัฐบาลในฝันนั้น อยากได้คนที่ทำได้ตามที่หาเสียงเอาไว้ ให้สัญญาอะไรกับประชาชนก็ขอให้ทำได้จริง ไม่ใช่พอเป็นรัฐบาลสมใจแล้วก็ไม่ทำตามที่พูด ทอดทิ้งประชาชน อยากได้คนที่อยู่เคียงข้างประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ขายฝันไปวันๆ
และนี่ก็คือเสียงจากคนกีฬาบางส่วน ที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาวงการกีฬาไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

