มาติดตามกันต่อสำหรับสารพัดทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ในวงการลูกหนังโลกซึ่งนิตยสารดัง “โฟร์โฟร์ทู” รวบรวมเอาไว้…
‘มาราโดน่า’โดน’ฟีฟ่า’หักหลัง
ตำนานลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ ดีเอโก้ มาราโดน่า นอกจากจะโดดเด่นเรื่องฝีเท้าจนได้รับการยกย่องเป็นเบอร์ต้นๆ (หรืออันดับ 1) ของโลกแล้ว ยังไม่เคยห่างไกลจากประเด็นอื้อฉาวเลย
ครั้งหนึ่ง “เสือเตี้ย” เคยโดนตัดชื่อจากการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1994 กลางคัน เพราะไม่ผ่านตรวจโด๊ปสารเอฟีดริน
หลังจากนั้น มาราโดน่าก็ออกมาโวย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ว่าไม่ยอมรักษาคำพูด เนื่องด้วยก่อนศึกเวิลด์คัพหนนั้นจะเปิดฉาก มาราโดน่ามีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ทำให้กลายเป็นคนอ้วนฉุ และจำเป็นต้องเร่งลดน้ำหนักหากหวังจะมีชื่อติดทีมฟ้า-ขาว
เสือเตี้ยอ้างว่า ฟีฟ่าต้องการให้เขาติดทีมไปแข่งฟุตบอลโลกด้วยเพื่อเรียกเรตติ้งจากแฟนๆ และยืนยันจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กรณีการใช้ยาต่างๆ เพื่อลดน้ำหนัก (ซึ่งรวมถึงเอฟีดรินที่โดนตรวจพบ) แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเท็จจริงอย่างไร ฟีฟ่าไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้

เบื้องหลังสถิติแพ้ยับใน ‘เอล กลาซิโก้’
ประวัติศาสตร์การฟาดแข้งระหว่าง รีล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า บันทึกไว้ว่า การแพ้ชนะกันแบบห่างชั้นที่สุดเกิดขึ้นในศึกโกปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง เมื่อเดือนมิถุนายนปี 1943 เมื่อราชันชุดขาวเปิดบ้านถล่มบาร์ซ่า 11-1
แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปซึ่งกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในเชิงการเมืองว่า นายพลฟรังโก้ ผู้นำเผด็จการของสเปนในตอนนั้น เข้ามามีเอี่ยวด้วยเต็มๆ
เรื่องมีอยู่ว่าในการแข่งขันรอบตัดเชือกนัดแรก บาร์ซ่าถล่มมาดริดไป 3-0 ท่ามกลางความสะใจของชาวคาตาลัน (ซึ่งไม่พอใจเรื่องโดนมาดริดตั้งตนเป็นใหญ่ในสเปน) มีกระแสข่าวลือนายพลฟรังโก้สั่งปรับเงินบาร์ซ่าเพราะฉลองชัยกันเกินงาม แถมยังส่งมือขวาอย่าง โฆเซ่ ฟีนาต ผู้อำนวยการหน่วยงานความปลอดภัยของประเทศไปเยี่ยมบาร์ซ่าอีกต่างหาก
นักทฤษฎีสมคบคิดบอกว่า ฟีนาตบุกไปถึงห้องแต่งตัวของบาร์ซ่าก่อนเกมเตะนัดที่ 2 เพื่ออวดปืนพกสวยๆ 2 กระบอก และเตือนว่าที่พวกเขาได้แข่งนัดนี้ทั้งที่นัดแรกแสดงท่าทีไม่รักชาติอย่างแรงนั้นเป็นเพราะความปรานีของนายพลฟรังโก้ล้วนๆ
เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน และเกี่ยวกับผลแข่งที่เหลือเชื่อดังกล่าวหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้จริงๆ

เหตุผลการย้ายทีมชาติของอดีตแข้งฟ้า-ขาว
ย้อนไปหลายทศวรรษก่อน หลุยส์ มอนตี้ กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาถือเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าหาตัวจับยากคนหนึ่งของยุค และมีตำนานเล่าขานว่า เบนิโต มุสโซลินี อดีตผู้นำเผด็จการของอิตาลีชื่นชอบฝีเท้าของมอนตี้มากจนอยากได้ตัวมาเล่นให้ทีมอัซซูรี่ (เนื่องจากมอนตี้มีแม่เป็นอิตาเลียน)
ว่ากันว่า มุสโซลินีส่งสายลับ 2 คน ไปเยือนอุรุกวัยช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกหนแรกในปี 1930 เพื่อ “ทาบทาม” นักเตะหลายคนไปยังอิตาลี ซึ่งรวมถึงมอนตี้ด้วย เนื่องจากมุสโซลินีวางแผนให้อิตาลีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งต่อไปเพื่อแสดงแสนยานุภาพ
ในรอบชิงชนะเลิศระหว่างอาร์เจนตินากับเจ้าภาพ อุรุกวัย หลังจบครึ่งแรก ทีมฟ้า-ขาวเป็นฝ่ายนำ 2-1 แต่สายลับทั้งสองได้ฝากคำขู่เอาชีวิตไปถึงมอนตี้ผ่านแม่ของเขา ทำเอาเจ้าตัวถึงกับน้ำตาร่วงในห้องแต่งตัว และสุดท้ายอาร์เจนตินาเป็นฝ่ายแพ้ 2-4
หลังจากนั้น 1 ปี มอนตี้ย้ายไปเล่นให้ “ยูเวนตุส” และลงสนามให้ทีมชาติอิตาลีในปีถัดมา ก่อนชูถ้วยแชมป์โลกในฐานะนักเตะอัซซูรี่ในปี 1934
ลาซานญ่าเกท
คืนก่อนหน้านัดปิดท้ายฤดูกาลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2005-06 จู่ๆ นักเตะ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ราว 10 คน ก็ล้มป่วยด้วยอาการคล้ายอาหารเป็นพิษพร้อมๆ กัน ระหว่างพักที่โรงแรมมาร์ริออตต์ โรงแรมหรูในย่านแคนารี วาร์ฟ ของกรุงลอนดอน
สำหรับแมตช์ดังกล่าวมีความสำคัญเพื่อชี้ชะตาว่าระหว่างสเปอร์สกับ อาร์เซน่อล คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน ทีมใดจะจบอันดับ 4 ของตาราง คว้าโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลถัดไป
ปรากฏว่า กลางๆ เกม ขณะที่สกอร์ฝั่งสเปอร์สเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ส่วนปืนใหญ่พลิกตาม วีแกน 1-2 ถ้าจบลงด้วยผลดังกล่าว ทีมไก่เดือยทองจะจบอันดับ 4 ของตารางทันที แต่สุดท้ายทุกอย่างไม่เป็นดังหวัง เมื่อเวสต์แฮมคว้าชัย 2-1 ส่วนอาร์เซน่อลแซงชนะ 4-2
หลังเกมดังกล่าว สเปอร์สออกมาโวยว่า พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และขู่จะฟ้องโรงแรมมาร์ริออตต์ที่เป็นต้นเหตุให้นักเตะหลายคนล้มป่วย รวมทั้งฟ้องพรีเมียร์ลีกที่ไม่ยอมให้ขยับเวลาเตะด้วย
สุดท้ายตำรวจพิสูจน์ว่าอาหารที่นักเตะสเปอร์สทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ลาซานญ่า” เมนูที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของอาการป่วย ไม่ได้มีเชื้อโรคที่จะก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษแต่อย่างใด
แต่นักตั้งทฤษฎีหลายคนเชื่อว่า เบื้องหลังการล้มป่วยพร้อมกันนี้น่าจะเป็นเพราะเชฟของโรงแรมเป็นแฟนอาร์เซน่อล ก็เลยหาทางช่วยทีมรักด้วยการ “วางยา” สเปอร์สนั่นเอง

เมื่ออาร์เจนตินา’วางยา’แข้งบราซิลกลางเวิลด์คัพ!
คู่ปรับตลอดกาลของวงการลูกหนังโลกอย่าง บราซิล กับ อาร์เจนตินา 2 มหาอำนาจแห่งอเมริกาใต้ พบกันเมื่อไรเป็นต้องดุเดือดเลือดพล่านเสมอ
ศึก ฟุตบอลโลก 1990 ก็เช่นกัน ตอนนั้นทั้ง 2 ทีมพบกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และทีมแซมบ้าเป็นฝ่ายคุมเกมได้เหนือกว่า แต่แล้วในช่วงต้นครึ่งหลัง บรังโก้ แบ๊กซ้ายคนสำคัญของบราซิลก็ฟอร์มดร็อปลงอย่างกะทันหัน สุดท้ายฟ้า-ขาวเป็นฝ่ายคว้าชัย 1-0 และฉลุยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในที่สุด
หลังจบเกมดังกล่าว บรังโก้ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า เขาน่าจะโดนคู่แข่งวางยา เนื่องจากช่วงต้นครึ่งหลัง ขณะเกมหยุดเพราะนักเตะอาร์เจนตินาคนหนึ่งเจ็บ เขาเดินเข้าไปจะหยิบน้ำมาดื่ม และได้รับขวดน้ำจากเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดของอาร์เจนตินาคนหนึ่ง พอดื่มน้ำไปแล้วก็มีอาการมึนศีรษะ เชื่อว่าในน้ำต้องผสมยากดประสาทแน่นอน
แน่นอนว่า ฝั่งอาร์เจนตินาต้องออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง แต่แล้วในปี 2005 ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานฟ้า-ขาวก็ให้สัมภาษณ์ทำนองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ส่วน คาร์ลอส บิลาร์โด้ โค้ชทีมชาติอาร์เจนตินาชุดบอลโลก 1990 ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า “ไม่เคยบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น”
ที่สุดแล้วเรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปริศนาดำมืดที่หลายคนได้แต่เดากันต่อไปว่าจริงไม่จริงอย่างไรกันแน่

