ส.เจ็ตสกีไทย ออกแถลงการณ์แจงปมดราม่า ‘น้องออก้า’ ชวดเงินอัดฉีด

4.09.23 | 14:21 น.

ส.เจ็ตสกีไทย ออกแถลงการณ์แจงปมดราม่า ‘น้องออก้า’ ชวดเงินอัดฉีด

จากกรณีที่ “เปิ้ล” นาคร ศิลาชัย โพสต์เฟซบุ๊กหลังจากที่ลูกชาย “น้องออก้า” นครา ศิลาชัย ไม่ได้รับเงินรางวัลอัดฉีดจากการคว้าแชมป์โลกการแข่งขันเจ็ตสกี ที่สหรัฐอเมริกา ในรายการ “ดับเบิลยูจีพี วัน เจ็ตสกี เวิลด์ ซีรีส์ 2022” รุ่นจูเนียร์ สกี 10-12 ปี เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ได้ชี้แจงสาเหตุที่ “น้องออก้า” นครา ศิลาชัย ไม่ได้รับเงินรางวัลอัดฉีดจากการแข่งขันดังกล่าว เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบที่กำหนดไว้ในเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้เงินรางวัลแก่นักกีฬา บุคลากรกีฬาและสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย”

ตามหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ ที่จะสามารถอนุมัติเงินรางวัลได้ในกรณีนี้จะต้องมีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน 6 ประเทศ แต่ในอีเวนต์ของ “น้องออก้า” นครา ศิลาชัย ที่คว้าเหรียญทองมีเพียง 2 ประเทศเข้าร่วมคือ ไทย กับทีมสโมสรในสหรัฐอเมริกา มีจำนวนทั้งหมด 6 ลำเท่านั้น โดยไม่ได้เป็นตัวทีมชาติสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด ทำให้ไม่เข้าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัล ซึ่งผลงานของ “น้องออก้า” นครา ศิลาชัย คว้า 1 ทอง 1 เงิน ประกอบด้วย เหรียญทองรุ่น Junior Ski 10-12 Stock มี 2 ประเทศ 6 ลำ และเหรียญเงิน รุ่น Sport Slalom มี 4 ประเทศ 10 ลำ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทยฯ ออกแถลงการณ์โดยลงสนาม นายสนิท วรปัญญา นายกสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในเรื่องการติดตามเงินงบประมาณส่งแข่งขัน และเงินรางวัลนักกีฬาทีมชาติไทย ตามที่ได้มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับการติดตามเงินงบประมาณส่งแข่งขัน และเงินรางวัลของนักกีฬาเจ็ตสกีทีมชาติ ชุดชิงแชมป์โลก สหรัฐอเมริกา ปี 2022 (ต้นปีงบประมาณ 2566 ) ในนามของ สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย

Advertisement

สมาคมกีฬาเจ็ตสกีฯ ชี้แจงว่า สมาคมเป็นหนึ่งในสมาคมกีฬา ภายใต้การกำกับดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มีเป้าหมายการบริหารกีฬาที่ชัดเจน และแม้ว่าในภาพรวมจะเป็นกีฬาเล็กๆ ชนิดหนึ่ง แต่ก็มีความตั้งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียง และเกียรติภูมิให้ประเทศไทย ให้มีความเป็นเลิศในระดับโลก

เส้นทางสมาคมกีฬาเจ็ตสกีฯ สร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด 20 ปี กระทั่ง ในปี 2008 กีฬานี้ได้มีโอกาสรับใช้ชาติ และเข้าจดทะเบียนภายใต้การรับรองของ กกท. เพราะสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) บรรจุให้กีฬาเจ็ตสกี แข่งขันในมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ซึ่งนักเจ็ตสกีทีมชาติไทยได้ลงสร้าง ความสำเร็จ คว้า 2 เหรียญทอง และประสบผลสำเร็จในมหกรรมกีฬาชายหาดนี้มาโดยตลอด

เอเชี่ยนเกมส์ 2018 นับเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย นักเจ็ตสกีทีมชาติไทย สร้างความสำเร็จคว้า 1 ใน 11 เหรียญทอง แก่ทัพนักกีฬาไทย และล่าสุดการแข่งขันซีเกมส์ 2022 นักเจ็ตสกีทีมชาติไทย ชนะ 4 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน, 1 เหรียญทองแดง

กีฬาเจ็ตสกี จึงนับเป็นกีฬาความหวังในการสร้างชื่อเสียง และความสำเร็จให้กับประเทศไทย ซึ่งได้บรรจุแข่งใน “มหกรรมกีฬา” ที่สำคัญ และมีผลชี้วัดความสำเร็จที่มีมาตรฐานได้อย่างชัดเจน แต่นักกีฬาทุกชนิด ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ หากขาดการฝึกฝนและพัฒนาที่ต่อเนื่อง

สิ่งที่นักกีฬา รวมถึงคุณนาคร ศิลาชัย ได้ออกมาสื่อสาร สมาคมใคร่ขอขี้แจง และเชื่อมั่นว่า ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่รางวัลของตนเอง เพราะเงินรางวัลเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณที่นักกีฬาลงทุนไปแข่งขัน

แต่มีความสำคัญในด้านกำลังใจ และจิตใจของนักกีฬาทีมชาติไทยทั้งหมด ประเด็นสำคัญของการสื่อสาร ไม่ใช่ปลายน้ำ แต่เป็น “ต้นน้ำ” ที่วิสัยทัศน์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของวงการกีฬาไทยนั่นเอง

กล่าวคือ ในหนึ่งปี สมาคม และ กกท. มีความสามารถแค่ส่งนักกีฬาไปแข่งขันนอกประเทศ เพียงรายการเดียว เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศระดับโลกให้กับนักกีฬา และได้ถือปฏิบัติเช่นนี้มากว่า 15 ปี สร้างความสำเร็จที่ก้าวหน้า

ตามข้อมูลข้างต้น ประเด็นที่ 1 หากตัดงบประมาณส่งแข่งรายการนี้ที่มีเพียงรายการเดียวของปี นักกีฬาทีมชาติรุ่นใหม่ที่ต้องลงชิงเหรียญทองให้ชาติ เช่นใน ซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จะถูกลดความพร้อมลง จะแข็งแกร่งเพียงพอหรือไม่?

ในข้อนี้ สมาคมเห็นว่าการมุ่งเอาแต่ผลสำเร็จ ดอกผล เป็นผลงาน แต่ไม่สร้างนักกีฬารุ่นใหม่ให้มีความพร้อม และส่งเสริมอย่างจริงใจ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ประเด็นที่ 2 เงินรางวัลนักกีฬาทีมชาติไทย ก่อนหน้านี้ตลอดกว่า 15 ปี ไม่เคยพบปัญหานี้ กระทั่งมีการออกประกาศใหม่ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และยึดปฏิบัติว่า รายการที่ส่งไปแข่งขัน, สหพันธ์ที่ให้การรับรอง สนามชิงแชมป์โลกนั้นๆ ต้องให้ “สหพันธ์สมาคมกีฬานานาชาติ (GAISF)” ให้การรับรองด้วย จึงเกิดการติดขัดขึ้นเป็นครั้งแรก

ล่าสุดเปลี่ยนแปลงเป็นเหตุผลด้านจำนวนชาติแข่งขัน จึงมีหัวข้อควรพิจารณาต่างๆ ดังนี้

1.สมาคมเจ็ตสกีนานาชาติ ISBA, สหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสมาคมกีฬาเจ็ตสกี “โดยตรงเพียงองค์กรเดียวของโลก” มีอายุมากกว่า 41 ปี, อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย ให้สมาคมกีฬาสหรัฐ ต้องไปอยู่ภายใต้สมาคมกีฬานานาชาติอื่นๆ ดังนั้น นักกีฬาไทย สมาคมกีฬาไทย จะไปบีบบังคับให้ สมาคมเจ็ตสกีนานาชาติ ISBA ไปเป็นสมาชิก สหพันธ์สมาคมกีฬานานาชาติ (GAISF) อย่างไร?

2.ครั้งแรก กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ใช้ข้อกำหนดดังกล่าว ตอบปฏิเสธส่งเป็นหนังสืออย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะถูกสมาคมแย้งว่า สหพันธ์สมาคมกีฬานานาชาติ (GAISF) ได้ถูกสมาชิกมีมติให้ปิดตัวแล้ว และมีบทสรุปชำระการเงิน ในเดือนธันวาคม 2565 กองทุนฯ จึงมีหนังสือยกเลิกหนังสืออย่างเป็นทางการที่ส่งมา ข้อนี้ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างมาก

3.ล่าสุด กองทุนฯ กลับมาใช้ข้อกำหนดว่า เงินรางวัลชิงชนะเลิศแห่งโลก “ต้องมีประเทศส่งแข่งขันมากกว่า 8 ชาติ หรือ 16 ชาติ” ในกติกาที่กองทุนฯ ตั้งขึ้นมานั้น แย้งกับซีเกมส์ หรือเอเชี่ยนส์เกมส์ ที่ยังมีข้อกำหนดเพียงว่า ต้องมีชาติแข่งขันไม่น้อยกว่า 4-5 ชาติ ดังนั้น กติกาเช่นนี้ ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนากีฬา ดังชื่อ และเจตนาของกองทุนฯหรือไม่?

4.สมาคมเจ็ตสกีนานาชาติ JSBA เป็นผู้ให้การรับรองกีฬาเจ็ตสกี ให้กับสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) บรรจุในเอเชี่ยนส์บีชเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์ รวมถึงให้การรับรองกับซีเกมส์ เมื่อมาถึงจุดนี้ กลับมีเหตุผลว่า ISBA ไม่มีความสำคัญพอ ในการรับรองการแข่งขันตัวเองเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่?

5.การแข่งขัน เวิลด์ ไฟนัล 2022 ที่เมืองเลคฮาวาซู สหรัฐอเมริกา มีชาติเข้าแข่งขัน 32 ชาติ มีการชิงชัย 45 รุ่น นักกีฬาทีมชาติไทยคว้าชัยชนะรวม 14 แชมป์โลก ถือเป็น 33% หรือ 1 ใน 3 ของนักกีฬาเจ็ตสกีที่เก่งที่สุดในโลก จำนวน 32 ชาติ เป็นผลประจักษ์, ส่วนเรื่องจำนวนชาติในแต่ละรุ่นนั้น กับกีฬายานพาหนะความเร็วต้องมีองค์ประกอบความพร้อมด้านต่างๆ สูง อาจไม่สามารถกำหนดเช่นกีฬาอื่นๆ ได้ กติกาจึงกำหนดว่าจะต้องมีผู้แข่งขันขั้นต่ำ 5 เรือแข่ง

ข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อให้พี่น้องประชาชนไทยและทุกส่วนได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง