‘มาโน่’ ยันมี 11 ตัวจริงดวล ‘เลบานอน’ แล้ว หวังสภาพสนามเป็นใจวันแข่ง

6.09.23 | 18:43 น.

‘มาโน่’ ยันมี 11 ตัวจริงดวล ‘เลบานอน’ แล้ว หวังสภาพสนามเป็นใจวันแข่ง

“ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ลงฝึกซ้อมเป็นครั้งสุดท้ายที่สนามปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 กันยายน ก่อนที่จะต้องพบกับเลบานอน ในรอบรองชนะเลิศ ศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 49 ในวันที่ 7 กันยายน เวลา 20.30 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 32 และเอไอเอสเพลย์

มาโน่ โพลกิ้ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า หลังจากการซ้อมสำคัญที่สุดในช่วงเย็นวานนี้ (5 กันยายน) ก็ได้มีการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ของทีมเป็นที่เรียบร้อย มีการตัดสินใจสำคัญไปแล้ว ทุกคนมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันและเราได้ 11 ตัวจริงในใจแล้ว

เฮดโค้ชทีมชาติไทย พูดถึงสภาพสนาม ก็หวังว่าจะดีกว่าที่ได้เห็นล่าสุด เชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามทำงานกันอย่างหนักและหวังว่าฝนที่ตกลงมาจะไม่ทำร้ายสภาพสนามมากเกินไป เราอยากให้สภาพสนามออกมาดีเพราะแนวทางการเล่นของเราต้องใช้สภาพสนามที่สมบูรณ์เพื่อครองบอลหรือเล่นบอลกับพื้น แต่เราก็เคยผ่านสภาพสนามแบบฝนตกหนักมาแล้วเมื่อปีก่อน ดังนั้น จะไม่เอามาเป็นข้ออ้างเด็ดขาด สุดท้ายหวังว่าทุกอย่างจะออกมาดีเพื่อให้ได้เล่นในเกมของตัวเองทั้งสองเกมและได้ผลที่ต้องการ

มาโน่พูดถึงเกมคู่แรกระหว่างอิรักกับอินเดียว่า แน่นอนว่าทั้งสองเกมลงเล่นสนามเดียวกัน ฉะนั้น ตนคงจะมาอยู่ดูเกมของอิรักกับอินเดียตั้งแต่คู่แรกอยู่แล้ว นอกจากนี้ เราก็มีทีมสต๊าฟอย่างลูอิส เวียกัส ที่คอยเช็กฟอร์มคู่แข่งอยู่แล้ว รวมถึงมาซาทาดะ อิชิอิ เองก็จะมาคอยเสริมข้อมูลให้เราด้วยเช่นกัน

Advertisement

มาโน่ ปิดท้ายถึงเลบานอนว่า พวกเขาเตรียมทีมมานานพอๆ กับไทย และให้ความสำคัญกับทัวร์นาเมนต์นี้มากๆ แต่เราเองก็อยากทำผลงานให้ดีกว่าปีก่อน ดังนั้น ตอนนี้เราจะมีสมาธิกับเกมแรก จากนั้นค่อยมาวิเคราะห์คู่แข่งในเกมที่สองต่อไป

ด้าน “นิว”​ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางทีมชาติไทย กล่าวว่า ดีใจที่มีชื่อติดทีมชาติทุกครั้ง ครั้งนี้ทีมก็พร้อมแล้ว การซ้อมก็ดี สภาพร่างกายก็เต็มร้อย กับเลบานอนเป็นทีมที่อันดับสูงกว่า ก็พยายามจะโฟกัสเกมของพวกเขาและวิธีการเล่น ซึ่งทุกคนพร้อมเจอเลบานอนกันแล้ว

“จริงๆ ทุกคนกระหายอยากได้แชมป์ หลายคนในทีมมีประสบการณ์เข้าชิงหรือเป็นแชมป์ ทุกคนกระหายอยากจะคว้าแชมป์ให้ได้ในครั้งนี้” ฐิติพันธ์กล่าวปิดท้าย