‘อิรัก’แม่นกว่า! ดวลเป้าเฉือน ‘ช้างศึก’ 5-4 คว้าแชมป์ ‘คิงส์คัพ’ ครั้งที่ 49
“ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ชวดแชมป์ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” หลังดวลจุดโทษพ่าย อิรัก 4-5 จากเสมอในเวลา 90 นาที 2-2 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 49 ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เมื่อวันที่ 10 กันยายน
มาโน่ โพลกิ้ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กลับมาจัดทัพในระบบ 4-3-3 อีกครั้งหนึ่ง ประกอบด้วยผู้รักษาประตู ฉัตรชัย บุตรพรม แนวรับจากขวาไปซ้าย นิโคลัส มิคเกลสัน, พรรษา เหมวิบูลย์, เอเลียส ดอเลาะ, ธีราทร บุญมาทัน แดนกลาง 3 คนใช้ กฤษดา กาแมน, สารัช อยู่เย็น และ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ ส่วนแนวรุกขวา สุภโชค สารชาติ, แนวรุกซ้าย บดินทร์ ผาลา และกองหน้าตัวเป้า “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา
ทางฝั่งของอิรักนำมาโดย เรบิน ซูลาก้า อดีตกองหลังบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และฟราน ปูโตรส กองหลังของ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้สภาพสนามมีน้ำขังหลายจุด ทำให้เกมต้องเลื่อนออกไปถึง 30 นาทีด้วยกัน ก่อนจะลงทำการแข่งขันกันได้ในเวลา 21.00 น.
เริ่มเกมมาแค่ 6 นาทีเท่านั้น เป็นอิรักที่ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ทุ่มไกลเข้ามาแล้วแนวรับของไทยสกัดพลาด บอลไปเข้าทางอายเมน กาห์ดบาน ยิงโล่งๆ เข้าประตูไป
ไทยเป็นฝ่ายที่ครองเกมได้มากกว่า แต่แนวรับของอิรักก็ยังช่วยกันได้ดี จนกระทั่งนาทีที่ 35 ไทยได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะเปิดเตะมุมแล้วเป็นเอเลียส ดอเลาะ สอดไปโหม่งที่เสาแรก ติดบล็อกแนวรับอิรัก บอลกำลังย้อยเข้าประตู แต่นายทวารฟาฮัด ราฮีม ยังมีสติปัดข้ามคานไปได้
แล้วไทยก็มาได้ประตูตีเสมอสำเร็จในนาทีที่ 37 จากจังหวะที่ธีราทร ได้เปิดจากด้านซ้าย บอลเลยไปถึงตัวไกลอย่าง นิโคลัส มิคเกลสัน สอดขึ้นมาโหม่งเข้าประตูไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวในนามทีมชาติไทยชุดใหญ่ ตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ พร้อมกับจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลังเกมของไทยแผ่วลงไปอย่างชัดเจน ทำให้อิรักมีโอกาสได้บุกมามากขึ้น ก่อนจะมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากจังหวะขึ้นเกมทางด้านซ้ายเปิดเข้ามาในเขตโทษแล้วเป็น เอ็มเจ็ด คาดิม สอดขึ้นมายิงเข้าประตูไป ในนาทีที่ 65
จากนั้นมาโน่ ปรับแผนการเล่นโดยถอดเอเลียส ดอเลาะ ออก แล้วส่ง ปรเมศย์ อาจวิไล ลงมาเติมเกมรุก รวมถึงถอดนิโคลัส มิคเกลสัน ที่เริ่มหมดแรงออก แล้วส่ง นิติพงษ์ เสลานนท์ ลงไปเล่นแทน
ไทยมาได้จุดโทษในนาทีที่ 77 จากจังหวะที่ธีรศิลป์เตะบอลไปโดนมือแนวรับของอิรัก แต่ทว่าธีรศิลป์กลับยิงไปติดเซฟของฟาฮัด ราฮีม ทำให้ไทยชวดได้ประตูตีเสมอไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถัดมาแค่ไม่กี่นาทีไทยก็ตีเสมอจนได้ จากจังหวะที่สุภโชคกระชากขึ้นมาทางขวา ก่อนเปิดกลับเข้าไปในเขตโทษ บอลเลยมาถึงบดินทร์ โหม่งเข้าประตูไปให้ไทยตีเสมอเป็น 2-2
ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม ทำให้จบเกมเสมอกัน 2-2 ต้องตัดสินด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษ แต่ทว่าปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ คนที่ 4 ของไทย ยิงพลาด ในขณะที่อิรักยิงเข้าทุกคน ทำให้อิรักเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 5-4 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ส่วนไทยได้แค่รองแชมป์เท่านั้น
ขณะที่การชิงอันดับ 3 ปรากฎว่า เลบานอน เอาชนะ อินเดีย ไปได้ 1-0 คว้าอันดับ 3 ไปครอง
















