‘ยุทธศักดิ์’นำกรรมาธิการปฏิรูปกีฬาแถลงผลงาน-จุดพลุอีกรอบ!ดันตั้งกระทรวงกีฬาเอกเทศ

18.01.17 | 14:54 น.

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นประธานแถลงข่าว “ก้าวกระโดดกีฬาไทย” ผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ เมื่อวันที่ 18 มกราคม โดยมีนายชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานอนุกรรมาธิการฯ ด้านโครงสร้างการกีฬา, พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานอนุกรรมาธิการฯ ด้านบริหารจัดการกีฬา, พล.อ.อ.ทวิเดนศ อังศุสิงห์ ประธานอนุกรรมาธิการฯ ด้านการปฏิรูปเร็ว ร่วมแถลง

พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการปฏิรูปกีฬาในทุกมิติ โดยที่ผ่านมา 1 ปีเศษคณะกรรมาธิการฯ ผลักดันให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ, ทำแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6, ยกระดับสู่ยุคอุตสาหกรรมกีฬาเต็มตัว, ใช้ยุทธศาสตร์กีฬาลดความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ด้านกีฬาเพื่อมวลชน รัฐบาลมีนโยบายให้ข้าราชการออกกำลังกายทุกสัปดาห์ รวมถึงกำลังดำเนินการจัดตั้งโครงการเมืองกีฬา (สปอร์ต ซิตี้) โดยคัดเลือกจังหวัดต่างๆ เพื่่อเน้นให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างทั่วถึง

จากนั้นมีการเปิดวิดีทัศน์เพื่อสรุปภาพรวมการดำเนินงานของอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งประเด็นใหญ่อยู่ที่การผลักดันให้มีการแยกงานกีฬาออกจากงานท่องเที่ยว ในกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยให้จัดตั้งเป็นกระทรวงกีฬาแบบเอกเทศน์ โดยระบุว่าเป็นความเห็นร่วมกันของทุกภาคส่วนทั่วประเทศจากการเดินสายทำประชาพิจารณ์

พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปที่กำหนดกรอบดำเนินการ 6 หัวข้อใหญ่คือ 1.แยกงานกีฬาออกจากงานท่องเที่ยว 2.จัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ 3.ส่งเสริมโครงการเอื้อหนุนด้านกีฬา 4.การก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมกีฬา 5.จากแผนพัฒนากีฬาชาติฉบับที่ 5 สู่ฉบับที่ 6 และ 6. การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกีฬา โดยเป็นที่น่ายินดีที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการบัญญัติถ้อยคำเกี่ยวกับ “กีฬา” ไว้ในมาตรา 71 วรรคแรก รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยนบายการกีฬาแห่งชาติ”, ตั้ง ม.กีฬาแห่งชาติ โดยมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานอยู่ 2 เรื่องใหญ่คือ 1.การตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ และ2.การตั้งกระทรวงกีฬา

นายชาญวิทย์กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายกีฬาการกีฬาแห่งชาติ จะมีกรรมการ 29 คน มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่ประธาน ซึ่งจะกำกับดูแลบอร์ดทุกชุดในวงการกีฬา ส่วนการตั้ง”มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ” จะตั้งใน 4 ภาคคือ เหนือ, อีสาน, กลาง และใต้ โดยใช้สถาบันการพลศึกษา 17 วิทยาเขต และ 13 โรงเรียนกีฬาเป็นรากฐานและยกระดับสู่ ม.กีฬาแห่งชาติ ด้านการตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ ทุกฝ่ายตั้งความหวังว่าโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นักกีฬาไทยจะคว้าได้อย่างน้อย 3 ทอง ซึ่งวิทยาศาสตร์การกีฬาสำคัญมาก โดยช่วงแรกได้ยกระดับฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. ออกมาเป็นสถาบันเพื่อให้การบริหารงานคล่องตัวขึ้น

Advertisement

“เรื่องสุดท้ายการแยกกีฬาออกมาจัดตั้งเป็นกระทรวงกีฬา ภารกิจนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลงานกีฬาชาติ อยากให้ทำเป็นเรื่องสุดท้าย โดยคณะอนุกรรมาธิการฯ กำลังศึกษาแนวทางอยู่ แนวทางแรกคือ แยกเป็นกระทรวงกีฬาเดี่ยวๆ หรืออีกแนวทางไปควบรวมกับงานอื่น เช่น กระทรวงกีฬาและกิจการเยาวชน, กระทรวงกีฬาและวัฒนธรรม หรืออย่างญี่ปุ่นตั้งเป็นกระทรวงกีฬาและวิทยาศาสตร์การกีฬา”นายชาญวิทย์กล่าว

หลังแถลง พล.อ.ยุทธศักดิ์ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการแยกตั้งกระทรวงกีฬา แต่เป็นงานที่ต้องทำ คณะกรรมาธิการปฏิรูปฯ ไม่มีหน้าที่ไปทำเพียงแต่รวบรวมความเห็นจากประชาพิจารณ์ส่งไปถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร สำหรับตัวชี้วัดที่อยากเห็นที่สุดของการพัฒนากีฬาไทยคือ การคว้า 4 เหรียญทองจากโอลิมปิกเกมส์ 2020

ด้านนายชาญวิทย์ เปิดเผยว่า การแยกตั้งกระทรวงกีฬา เป็นแนวทางที่ได้มีการสอบถามความเห็นจากทั่วประเทศ โดยยังไม่ใช่วาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพราะได้บรรจุแนวทางอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูประยะยาว 20 ปีไว้แล้ว

ทั้งนี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันมาตลอดว่า งานกีฬากับงานท่องเที่ยวสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ โดยระบุทุกครั้งแบบชัดเจนว่า กีฬาช่วยเกื้อหนุนส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ และกระทรวงท่องเทียวและกีฬา พยายามผลักดันจัดงานเกี่ยวกับ “สปอร์ต ทัวร์ริซึ่ม” มาโดยตลอด