เปิดเงื่อนไข-ข้อมูลเจ้าภาพเอฟวัน กับฝันไกลๆ (อีกครั้ง) ของไทย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดประเด็นเรื่องหวังเจรจาดึงการแข่งขัน ฟอร์มูล่าวัน มาจัดในประเทศไทย ระหว่างเดินทางไปเยือนยุโรปเพื่อปฏิบัติภารกิจ
การจุดประกายของนายกรัฐมนตรีทำให้เกิดการตั้งคำถามอีกครั้งถึงความคุ้มค่าและความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอฟวันในบ้านเรา รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ หากภาครัฐและเอกชนของไทยจะเดินหน้าเพื่อยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพอย่างเต็มตัว หลังจากเคยเป็นข่าวฮือฮาว่าไทยจะได้บรรจุเข้าปฏิทินแข่งขันเอฟวันเมื่อปี 2014 แต่สุดท้ายก็ล่มไป

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันเอฟวันกรังด์ปรีซ์ได้นั้น แทร็กนั้นๆ จะต้องได้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) เกรด 1 ซึ่งเป็นเกรดสูงสุดของ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) เสียก่อน โดยไลเซนส์ของเอฟไอเอมีตั้งแต่เกรด 1 ถึงเกรด 6 ซึ่งแต่ละเกรดยังมีรายละเอียดแยกย่อยกันไป
ขณะที่รายละเอียดการจะเป็นเจ้าภาพเรซของเอฟวันนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยเป็นร้อยหน้ากระดาษ ซึ่งสื่อสายยานยนต์อย่างเว็บ Motorsport.com สรุปไว้คร่าวๆ ดังนี้

ดีไซน์ของแทร็ก – ไม่มีกฎกำหนดตายตัวเรื่องเลย์เอาต์ แต่ก็มีกฎควบคุมปลีกย่อย อาทิ ระยะทางรวม 1 รอบของแทร็กต้องไม่ต่ำกว่า 3.5 กิโลเมตร, ช่วงทางตรงห้ามเกิน 2 กิโลเมตร, แทร็กที่สร้างถาวรต้องมีความกว้างของทางวิ่งอย่างน้อย 12 เมตร, โค้งแรกต้องหักโค้งอย่างน้อย 45 องศา, พิตกว้างอย่างน้อย 12 เมตร ฯลฯ
แนวป้องกัน – ต้องพิจารณาทั้งเลย์เอาต์ของแทร็ก ภูมิประเทศ ความเร็ว และโครงสร้างด้านนอกสนามมาประกอบในการสร้างแนวป้องกันเพื่อลดแรงกระแทกและความรุนแรงกรณีรถหลุดออกจากแทร็ก เปิดโอกาสให้นักขับมีโอกาสในการควบคุมรถได้ ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันผู้ชมจากอันตรายในจุดที่มีอัฒจันทร์ด้วย ทั้งนี้ ไม่มีกฎตายตัวเรื่องชนิดของวัสดุที่จะมาทำแนวป้องกัน แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายส่วน โดยเอฟไอเอให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาเรื่องใบอนุญาต

ระบบระบายน้ำ – เอฟไอเอกำหนดว่าสโลปของสนามควรมีความลาดเอียงระหว่าง 0.9-1.7 องศา เพื่อที่เวลาฝนตก น้ำจะได้ระบายออกจากพื้นผิวแทร็กโดยธรรมชาติ ถ้าจุดไหนที่มักมีน้ำขังเวลาฝนตกหนักก็สามารถทำร่องระบายน้ำได้
ศูนย์พยาบาล – เนื่องจากเอฟวันเป็นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย เงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาไลเซนส์เกรด 1-4 ของเอฟไอเอคือการตั้งศูนย์พยาบาลถาวรในพื้นที่สนามแข่ง ส่วนเกรด 5-6 ต้องมีศูนย์พยาบาลชั่วคราว โดยการแข่งขันเอฟวันนั้น ศูนย์พยาบาลต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการกู้ชีพประจำ 2 คน และศัลยแพทย์ประจำอย่างน้อย 2 คน หนึ่งในนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาอาการบาดเจ็บจากไฟไหม้ ส่วนอีกคนต้องเชี่ยวชาญเรื่องอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังและการกระทบกระเทือนที่สมอง สมาชิกทีมแพทย์อย่างน้อย 1 คนต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และทุกคนต้องมีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บมาแล้ว นอกจากนี้ เอฟไอเอยังระบุเงื่อนไขขออุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในศูนย์พยาบาลประจำสนามแข่งเอาไว้อย่างละเอียด เช่น ต้องมีอุปกรณ์ห้ามเลือด เครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดการเต้นของหัวใจ เครื่องเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ รวมถึงยาที่ใช้รักษาอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ลมบ้าหมู และอื่นๆ
สำหรับเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุข้างต้น หากไม่นับเรื่องลักษณะของแทร็กแล้ว หัวข้ออื่นๆ ล้วนเป็นเงื่อนไขจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องผ่านเกณฑ์พิจารณาเพราะยืนอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของนักแข่ง เจ้าหน้าที่ และผู้ชมเป็นสำคัญ

ในส่วนของเลย์เอาต์และลักษณะของแทร็กนั้น บางครั้งด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดบางประการทำให้บางสนามที่แข่งขันกันอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ตรงตามเงื่อนไขที่เอฟไอเอกำหนดไว้เป๊ะๆ เช่นรายการเก่าแก่อย่าง โมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่ระยะทางรวม 1 รอบ คิดเป็น 3.337 กิโลเมตร ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือรายการ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสตรีทเซอร์กิต หรือการปิดเมืองใช้ถนนจริงๆ แข่งขัน ก็มีจุดที่ความกว้างของถนนเพียง 7.6 เมตรเท่านั้น
การสร้างสนามแข่งที่ตรงตามเงื่อนไขของเอฟไอเอนั้น ประเมินว่าต้องใช้งบประมาณ 250-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,750-17,500 ล้านบาท) หรือบางที่เช่นแทร็กที่อาบูดาบีก็ใช้งบลงทุนมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (35,000 ล้านบาท)
ปัจจุบัน จากข้อมูลของเอฟไอเอ มีแทร็กที่ได้รับใบอนุญาตเกรด 1 รวมทั้งสิ้น 42 สนาม ซึ่ง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเจ้าภาพเอฟวันได้นั้น นอกจากความพร้อมและคุณสมบัติที่ตรงตามเงื่อนไขที่เอฟไอเอกำหนดแล้ว ยังต้องมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบการพิจารณาควบคู่กันไปด้วย
ปฏิทินแข่งขันเอฟวันปีล่าสุด 2024 นั้น บรรจุการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 24 เรซ ซึ่งเวลาเอฟไอเอจะจัดโปรแกรมการแข่งขันนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการเดินทางจากสนามหนึ่งไปต่ออีกสนามหนึ่ง สภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ ในช่วงที่ทำการแข่งขัน รวมถึงการกระจายการแข่งขันไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดตลาดทั่วโลก
การเป็นเจ้าภาพเอฟวันต้องเซ็นสัญญากับเอฟไอเอโดยจ่ายเงินเพื่อแลกกับสิทธิการเป็นเจ้าภาพ สัญญาแบ่งออกเป็นระยะสั้นและระยะยาว สัญญาของแต่ละสนามมีอัตราแตกต่างกันออกไป โดยสนามที่เข้าข่ายเป็นประวัติศาสตร์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ต เช่น โมนาโก, ซิลเวอร์สโตน จะมีเรตราคาต่ำกว่าพวกสนามใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มหลังนั้นหลายที่มักทำสัญญาระยะสั้นเพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อน ยกเว้นประเทศที่มีทุนหนา เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน ล้วนเซ็นสัญญาระยะยาวทั้งสิ้น

จาก 24 เรซในปี 2024 มีการแข่งขันเอฟวันในภูมิภาคเอเชียรวม 7 ประเทศ เป็นแถบตะวันออกกลาง 4 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอเชียตะวันออก 2 ประเทศ คือ จีน และญี่ปุ่น ส่วนภูมิภาคอาเซียน 1 ประเทศคือ สิงคโปร์
จากข้อมูลของเว็บไซต์ Formulapedia สนามที่ทุ่มเงินทำสัญญามูลค่าสูงสุดกับเอฟไอเอคือ กาตาร์ อาเซอร์ไบจาน และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำสัญญามูลค่า 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,925 ล้านบาท) ต่อปี ส่วนมูลค่าต่ำสุด 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (700 ล้านบาท) ต่อปี คือที่อิโมล่า ประเทศอิตาลี โดยในแถบยุโรปที่เป็นสนามเก่าแก่หลายแห่ง ล้วนมีสัญญาอยู่ระหว่าง 20-35 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
สำหรับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเจ้าภาพเอฟวันกรังด์ปรีซ์มาแล้ว 22 ครั้ง ในรูปแบบของสตรีทเซอร์กิตและไนซ์เรซ โดยการปิดเมืองแข่งช่วงกลางคืน ทำสัญญามูลค่าปีละ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,225 ล้านบาท)
ว่ากันว่าเงินลงทุนเหล่านี้ ถ้ารู้จักบริหารจัดการให้ดีก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะเป็นกีฬาที่มีผู้ชมการถ่ายทอดรวมแล้วร่วมๆ 400 ล้านคนทั่วโลกตลอดปีแล้ว เมืองเจ้าภาพยังสามารถบริหารจัดการเพื่อบูมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ด้วยมูลค่าสัญญาลิขสิทธิ์ที่ค่อนข้างสูง หากไม่มีแผนรับมือและการบริหารจัดการที่พร้อมจริงๆ ก็อาจประสบปัญหาขาดทุนได้ เช่น มาเลเซียซึ่งเคยเป็นเจ้าภาพเอฟวันระหว่างปี 1962-2017 สุดท้ายก็ต้องโบกมือลาเพราะยอดขายตั๋วไม่เข้าเป้า

ขณะที่เวียดนามเซ็นสัญญา 10 ปีกับเอฟไอเอเมื่อปี 2018 มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,100 ล้านบาท) โดยมีแผนจัดครั้งแรกในปี 2020 แต่ติดสถานการณ์โควิดระบาดจนต้องเลื่อนไปเรื่อยๆ สุดท้ายสนามถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการบำรุงรักษา ผู้ว่าราชการกรุงฮานอยที่เป็นโต้โผการเสนอตัวจัดเอฟวันก็โดนจับข้อหาคอร์รัปชั่น สุดท้ายเวียดนามจึงต้องพักแผนจัดการแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด
นับเป็นบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยเราคงต้องเอามาประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน


