‘ช้างศึกหนุ่ม’ ลุ้นตั๋วอลป. โอกาสดีแต่สภาพทีมติดลบ!

14.04.24 | 08:05 น.

‘ช้างศึกหนุ่ม’ ลุ้นตั๋วอลป. โอกาสดีแต่สภาพทีมติดลบ!

ทัพ “ช้างศึกหนุ่ม” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี กำลังจะเข้าสู่การแข่งขันครั้งสำคัญที่สุดในรุ่นของพวกเขาอย่างศึก “เอเอฟซี ยู-23 เอเชี่ยนคัพ 2024” ที่ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 15 เมษายน-3 พฤษภาคม

ถึงแม้ว่ารายการนี้จะจัดการแข่งขันกันทุกๆ 2 ปี แต่ความสำคัญในปีนี้อยู่ที่การเป็นทัวร์นาเมนต์ที่คัดตัวแทนทวีปเอเชีย เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชาย ในมหกรรมโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งหนนี้ได้ถึง 3.5 ทีมด้วยกัน

โดยทีมชาติไทยภายใต้การนำทีมของ “โค้ชหระ” อิสสระ ศรีทะโร หัวหน้าผู้ฝึกสอนนั้น นับว่ามีดวงในการจับสลากพอสมควร เมื่อมาอยู่ในกลุ่มซี ร่วมกับ ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก และทาจิกิสถาน ที่เมื่อมองด้วยคุณภาพของผู้เล่นเยาวชนและผลงานยามไปอุ่นเครื่องกับทีมตะวันออกกลางที่ผ่านมา นับว่ามีโอกาสเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อยู่

และยิ่งมองดูสายที่จะต้องเจอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทยโชคดีที่จะยังไม่เจอกับกระดูกอย่าง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น หรือ “โสมขาว” เกาหลีใต้ เพราะอยู่คนละสายกัน โดยคู่แข่งที่จะเจอในสายดี ปรากฎว่าเป็น อุซเบกิสถาน, เวียดนาม, คูเวต หรือมาเลเซีย

Advertisement

ฉะนั้นถ้าจับผลัดจับผลูทีมช้างศึกหนุ่มสามารถผ่านรอบแรกได้ เกมรอบน็อคเอาท์เป็นเกมที่อะไรก็เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ถ้าเกิดฟลุ๊คเข้ารอบตัดเชือกได้ โอกาสไปโอลิมปิกเกมส์ถือว่าสูงมากๆ เพราะต่อให้จบแค่อันดับ 4 การได้ครึ่งโควต้าไปเพลย์ออฟกับตัวแทนจากแอฟริกาอย่าง กินี ก็ถือว่ามีโอกาสไม่น้อยเลย

แต่ถึงแม้ว่ามองจากหน้ากระดาษ โอกาสของไทยจะพอมีอยู่บ้าง แต่ปรากฎว่าทีมชาติไทยกลับสอบตกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการเตรียมความพร้อมทีม รวมถึงการไม่ได้ผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดไปเพื่อลุ้นโอกาสแบบ 4 ปีมีครั้ง

สาเหตุสำคัญเลยคือการที่ทัวร์นาเมนต์นี้ไม่ใช่รายการตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ แต่ทับซ้อนกับการแข่งขันฟุตบอลลีกในประเทศ ซึ่งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน บางทีมมีลุ้นแชมป์ บางทีมหนีตกชั้น แล้วนักเตะตัวจริงของทีมรุ่นนี้ต่างก็เป็นตัวหลักหรือผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสรแทบทั้งสิ้น จึงทำให้สโมสรมีสิทธิที่จะไม่ปล่อยตัวผู้เล่นมาร่วมทีมได้

มันก็น่าแปลกใจนักเพราะการแข่งขันระดับอาเซียนอย่างซีเกมส์ ทำทุกทางเพื่อปรับโปรแกรมให้ได้นักเตะที่ดีที่สุด แต่กลับกันรายการระดับสูงกว่าทั้งเอเชี่ยนเกมส์หรือชิงแชมป์เอเชียที่จะลุ้นตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ กลับไม่ทำโปรแกรมให้สามารถช่วยให้ทีมได้นักเตะที่ดีที่สุด

และปัจจัยที่สำคัญที่สุด มาจากการวางแผนที่ผิดพลาดในการจัดโปรแกรมของทั้งสมาคมฟุตบอลฯ และบริษัท ไทยลีก จำกัด ที่ไม่สามารถจัดให้เว้นช่วงการแข่งขันเอาไว้ ให้สโมสรสามารถปล่อยนักเตะไปช่วยทีมได้

อย่างเช่นในช่วงฟีฟ่าเดย์เดือนกันยายน 2566 ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นรายการที่จัดในประเทศแท้ๆ กลับต้องหยุดลีกก่อนเข้าช่วงฟีฟ่าเดย์ 1 สัปดาห์เพื่อให้เตรียมทีมแบบไม่จำเป็นเสียเลย ไม่งั้นตารางแข่งไทยลีกจะสามารถปรับได้ง่ายกว่านี้

เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยสอบตกเรื่องการจัดลำดับความสำคัญเสมอ

แล้วในความเป็นจริง ทีมชุดนี้มีการวางแผนเตรียมทีมกันมาอย่างยาวนาน 2 ปีเป็นอย่างน้อย โค้ชหระได้เป็นคนเซ็ตทีมชุดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ตั้งแต่จบซีเกมส์ที่ประเทศเวียดนาม (2022) แต่สุดท้ายทีมที่เตรียมมา กลับไม่ได้ใช้ไปแข่งขัน

ต้องโทษทั้งผู้บริหารสมาคมกีฬาฟุตบอลชุดเก่า ที่เล่นปล่อยจอยไม่ปรับไม่แก้อะไรเลยในช่วงสุดท้ายก่อนจะหมดวาระ โยนภาระไปให้ผู้บริหารชุดใหม่ ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เพราะมันระยะกระชั้นเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว
ปล่อยให้ อิสสระ เป็นคนต้องบากหน้าไปคุยกับสโมสรเพื่อร้องขอให้ปล่อยนักเตะมาร่วมทีมด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!

มาว่ากันถึงนักเตะที่ได้มา หลังจากที่พอจะเริ่มรู้ตัวว่าจะไม่ได้ชุดที่ดีที่สุด ทางโค้ชหระ ก็มีการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียกนักเตะชุดที่น่าจะได้ไปมากที่สุด ไปเล่นร่วมกันในฟุตบอลยู-23ชิงแชมป์เอเชียตะวันตกทำให้เด็กๆ มีโอกาสได้เล่นร่วมกันมาก่อนอย่างน้อยก็ 1 ทัวร์นาเมนต์

บวกกับตัวใหม่ๆ ที่ได้เข้ามาเสริมแกร่งที่เป็นตัวหลักของทีมอย่าง “ต้น” ธีรศักดิ์ เผยพิมาย, เศรษฐสิทธิ์ สุวรรณเศรษฐ์, ปุรเชษฐ์ ทอดสนิท, ทรงวุฒิ ใคร่ครวญ และตัวละครลับอย่าง เอราวัณ การ์นิเย่ร์ ปีกขวาลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส จากโอลิมปิก ลียง ที่มาติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก

ดูจากโปรแกรมในรอบแรก เกมที่สำคัญที่สุดเลยคือการเจอกับ อิรัก ในนัดแรกของรอบแรก เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งที่จะเบียดแย่งการเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มโดยตรง โดยทีมชาติไทยห้ามแพ้อย่างเด็ดขาดถ้าหากอยากเข้ารอบต่อไปให้ได้

เพราะนัดต่อไปในการเจอกับซาอุดีอาระเบีย จะเป็นงานที่หนัก แม้ว่าปีก่อนจะเคยเจอกันใน “โดฮา คัพ” แล้วเสมอกันมา 2-2 แต่ครั้งนี้ตัวผู้เล่นไม่ดีเท่า โอกาสชนะต้องบอกว่ายากมากๆ

แต่ถ้าจาก 2 นัดแรกสามารถมีอย่างน้อย 1-2 แต้ม โอกาสเข้ารอบก็ถือว่าไม่น้อยเพราะนัดสุดท้ายกับทาจิกิสถาน ไม่น่าใช่ปัญหาสำหรับทีมชาติไทย

หลังจากนั้นถ้าเข้ารอบไปได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้แล้วเช่นกัน

ณ จุดนี้คงไม่ต้องคิดอะไรนอกจากลุยด้วยสิ่งที่มีเท่านั้น ส่วนหน้าที่ของแฟนบอลก็คงต้องให้กำลังใจกันต่อไป

หวังว่าทีมชุดนี้อาจจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนบอลชื่นใจได้นะ