เปิด 5 เหตุผล อินทรีเหล็กจะลบฝันร้าย และ (อาจ) ไปถึงแชมป์
ศึกฟุตบอล ยูโร 2024 ซึ่งจะเปิดฉากในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ น่าจะเป็นฟุตบอลรายการเมเจอร์หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่แฟนบอลทีมชาติ เยอรมนี ไม่ออกตัวลุ้นแชมป์อย่างมั่นใจนัก เนื่องด้วยผลงานของ “อินทรีเหล็ก” ในหลายทัวร์นาเมนต์หลังเข้าขั้นน่าผิดหวัง
เยอรมนี ดีกรีอดีตแชมป์โลก 4 สมัย ตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 2 หนหลังสุด ขณะที่ผลงานการเข้าร่วมยูโรครั้งที่แล้ว เจ้าของแชมป์ยุโรปสูงสุด 3 สมัย ก็จอดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

ผลงานน่าผิดหวังในฟุตบอลโลกหนล่าสุดนำไปสู่การปลด ฮานซี่ ฟลิค ออกจากตำแหน่ง นับเป็นบุนเดสเทรนเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่โดนปลด ไม่ได้รอให้หมดสัญญาเหมือนที่ผ่านๆ มา ก่อนจะได้ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ อดีตกุนซือบาเยิร์น มิวนิก มากุมบังเหียน เบื้องต้นเซ็นสัญญาคุมทีมระยะสั้นถึงแค่จบยูโร ก่อนจะเซ็นสัญญาฉบับใหม่ถึงฟุตบอลโลกหนหน้าในเวลาต่อมา
นาเกลส์มันน์ให้สัมภาษณ์ก่อนแข่งว่า เชื่ออยู่ลึกๆ ว่า อินทรีเหล็กชุดนี้มีศักยภาพเพียงพอจะไปถึงแชมป์ได้ ซึ่งเว็บไซต์ของ บุนเดสลีก้า ลีกสูงสุดเมืองเบียร์เองก็วิเคราะห์ 5 เหตุผลมาสนับสนุนความคิดของนาเกลส์มันน์ว่าเจ้าภาพจะไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ

1.เจ้าบ้านได้เปรียบ
โดยปกติไม่ว่ากีฬาชนิดใด การเป็นเจ้าบ้านก็มักสร้างความได้เปรียบ เนื่องจากนักกีฬาคุ้นเคยกับสนามมากที่สุด อีกทั้งยังได้รับเสียงเชียร์กึกก้องจากแฟนกีฬาเพื่อนร่วมชาติที่ช่วยสร้างความฮึกเหิมได้อีกต่างหาก
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชาติเจ้าภาพหลายต่อหลายทีมมักจะประสบความสำเร็จหรือเข้ารอบลึกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสเปน (ปี 1964), อิตาลี (ปี 1968) และฝรั่งเศส (ปี 1984) ต่างก้าวไปชูถ้วยแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง ขณะที่โปรตุเกส (ปี 2004) และฝรั่งเศส (ปี 2016) ต่างก็เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศก่อนไปพ่ายแพ้อย่างน่าเสียดาย
สำหรับ ยูโร 2020 ถึงจะมีเจ้าภาพร่วมกระจายทั่วทวีปยุโรป แต่อังกฤษซึ่งได้สิทธิเป็นเจ้าภาพแมตช์สำคัญมากที่สุด ได้เตะที่สนามเวมบลีย์ของตัวเองเกือบทุกนัด ขาดไปเพียงนัดเดียว แล้วพวกเขาก็กรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่กรุงลอนดอน ก่อนจะอกหักพ่ายให้อิตาลีด้วยการดวลจุดโทษฉิวเฉียด
เยอรมนีเคยเป็นเจ้าภาพยูโรมาหนเดียวในปี 1988 ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาก็ไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนคว้าอันดับ 3 มาครอง
อีกทั้งยังมีสื่อบางสำนักเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับตอน ฟุตบอลโลก 2006 ที่เมืองเบียร์เป็นเจ้าภาพเช่นกัน ครั้งนั้นฟอร์มรวมๆ ของอินทรีเหล็กทำให้แฟนบอลไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ทีมก็ก้าวไปไกลถึงรอบตัดเชือกมาแล้ว มายูโรหนนี้ แฟนบอลเจ้าบ้านจึงหวังว่าจะมีความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง

2.โมเมนตัมลูกหนังเมืองเบียร์
ฤดูกาล 2023-24 ที่เพิ่งจบไปทำให้วงการฟุตบอลเยอรมนีอยู่ในจุดที่ดี ด้วยความสำเร็จของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์บุนเดสลีก้าด้วยสถิติไร้พ่าย อีกทั้งยังเกือบจะคว้าทริปเปิลแชมป์แบบหมดจด เพราะได้ทั้งถ้วยเดเอฟเบ โพคาล และเข้าชิงยูโรป้าลีก ก่อนไปพ่าย อตาลันต้า ในรอบชิงชนะเลิศ
ผู้เล่นเลเวอร์คูเซ่นชุดนี้หลายคนมาอยู่ในทีมอินทรีเหล็กด้วย ทั้ง ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, โรเบิร์ต อันดริช และ โจนาธาน ทาห์ ขณะที่สมาชิกทีม สตุ๊ทการ์ท ชุดรองแชมป์ลีกฤดูกาลนี้ 5 คน ก็ติดทีมชาติด้วย
นอกจากผลงานโดดเด่นในเกมลีกแล้ว สโมสรจากเยอรมนียังทำได้ดีในฟุตบอลถ้วยยุโรป โดยเฉพาะการเข้ารอบชิง 2 ถ้วยใหญ่อย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) และยูโรป้าลีก (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) ทำให้บุนเดสลีก้ามีค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่าเป็นรองแค่กัลโช่ เซเรียอา เพียงลีกเดียว

3.ดาวรุ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ทั้งฟลอเรียน เวิร์ตซ์ และ จามาล มูเซียล่า ต่างได้รับการยกย่องว่าเป็นแข้งดาวรุ่งหาตัวจับยากของยุโรป เวิร์ตซ์ไม่เพียงคว้าแชมป์ลีกกับเลเวอร์คูเซ่น เขายังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของบุนเดสลีก้าไปครอง โดยเป็นนักเตะคนเดียวของลีกฤดูกาลที่ผ่านมา ที่ทำได้อย่างน้อย 10 ประตู กับ 10 แอสซิสต์
ส่วนมูเซียล่าแจ้งเกิดมาได้พักใหญ่ๆ แล้วกับ บาเยิร์น มิวนิก ทั้งที่อายุเพียง 21 ปี แต่สัมผัสกับแชมป์บุนเดสลีก้ามาแล้ว 4 สมัย แถมเป็นคนทำประตูชัยให้ทีมคว้าแชมป์ในนัดปิดฤดูกาลเมื่อปี 2023 อีกด้วย
นอกจากทั้ง 2 คนแล้ว อินทรีเหล็กชุดนี้ยังมีดาวรุ่งน่าจับตามองอีกหลายคน อาทิ มักซิมิเลียน ไบเออร์ ที่ยิงไป 16 ประตูให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ รวมถึง อเล็กซานดาร์ พาฟโลวิช ที่ไต่เต้าขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์นด้วยวัย 20 ปี

4.ตัวเก๋าเพียบ
นอกจากดาวรุ่งที่น่าจับตามองแล้ว อินทรีเหล็กชุดลุยยูโร 2024 ที่บ้านเกิด ยังมีนักเตะตัวเก๋าประสบการณ์สูงมากมายมาสร้างสมดุลในทีม
ทั้ง มานูเอล นอยเออร์, โทนี่ โครส และ โธมัส มุลเลอร์ เป็น 3 แข้งที่เหลือรอดมาจากชุดชูถ้วยแชมป์ ฟุตบอลโลก 2014 และมีประสบการณ์เล่นให้ทีมชาติเกิน 100 นัดทั้งหมด โดย 2 รายแรกประกาศแขวนสตั๊ดล่วงหน้าหลังจบทัวร์นาเมนต์นี้เอาไว้แล้ว
นอกจากนี้ ทั้งนอยเออร์ โครส และมุลเลอร์ ยังเคยมีประสบการณ์คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกมาแล้วเช่นกัน เช่นเดียวกับ โยชัว คิมมิช, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, อิลคาย กุนโดกัน, มาร์ก อันเดร แทร์ สเตเก้น และ ไค ฮาเวิร์ตซ์
ส่วนนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับต้นสังกัดของตัวเองมาแล้วก็มีเพียบไปหมด รวมๆ แล้วจากอินทรีเหล็กชุดปัจจุบัน มีนักเตะที่คว้าเหรียญแชมป์ลีกรวมกันแล้วมากถึง 63 เหรียญเลยทีเดียว

5.รอบแรกไม่หนัก
ในฐานะเจ้าภาพ เยอรมนีต้องเตะนัดเปิดสนามเป็นทีมแรก โดยจะพบกับสกอตแลนด์ที่เมืองมิวนิกในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ แมตช์ดังกล่าวนับเป็นเกมฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์นอกเกาะอังกฤษครั้งแรกในรอบ 26 ปี ของสกอตแลนด์ ผิดกับอินทรีเหล็กที่มีประสบการณ์ลงเล่นถ้วยใหญ่ทั้งยูโรและฟุตบอลโลกมหาศาล แถมอันดับโลกของทั้ง 2 ทีมยังห่างกันถึง 22 อันดับ
คู่แข่งร่วมกลุ่มเอของเยอรมนียังมีฮังการีและสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ล้างแค้นฮังการีจากที่ตกเป็นฝ่ายปราชัยในยูโรหนที่แล้ว ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์อาจเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูง แต่นักเตะส่วนใหญ่ค้าแข้งในลีกบุนเดสลีก้า จึงน่าจะรู้ไส้รู้พุงกันและกันอยู่ไม่น้อย
โดยภาพรวม เยอรมนีมีโอกาสดีในการลุ้นแชมป์กลุ่ม ซึ่งหากผ่านเข้ารอบไปได้ก็จะไปเจอกับทีมอันดับ 2 ของกลุ่มซีในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พิจารณาจากรายชื่อทีมกลุ่มซี อังกฤษน่าจะคว้าแชมป์กลุ่มได้ไม่ยาก ก็เหลือเดนมาร์ก เซอร์เบีย หรือสโลวีเนีย ซึ่งน่าจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป
ตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นต้นไปเป็นเรื่องที่ต้องวัดกันหน้างาน นอกจากฝีเท้าและกำลังใจแล้ว เรื่องดวงก็มีผลเช่นกัน

