KBU โพลชี้แฟนบอลโหวต โค้ชไทยสูสีโค้ชนอก คุมทัพช้างศึกจูเนียร์
จากการที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กำลังพิจารณาคัดเลือกผู้ฝึกสอนเข้ามาทำหน้าที่ดูแลทีมชาติไทยชุด ยู 23 ปีนั้น เพื่อสะท้อนมุมมองของแฟนในมิติดังกล่าว KBU SPORT POLL มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตโดยความร่วมมือของศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์กับสาขาวิชาการบริหารนวัตกรรมการสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์จึงสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ทัพช้างศึกจูเนียร์ควรใช้โค้ชไทยหรือโค้ชนอก”
สำหรับการสำรวจดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 20 -22 มิถุนายน2567 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจข่าวสารทางการกีฬาซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,167 คนแบ่งเป็นเพศชาย 712 คน คิดเป็นร้อยละ 61.01 เพศหญิง 455 คน คิดเป็นร้อยละ 38.99 ซึ่งผลการวิเคราะห์โดยภาพรวมพบว่า
นักฟุตบอลทีมชิไทยชุดยู 23 ปี ควรใช้โค้ชไทยหรือโค้ชนอก ส่วนใหญ่ร้อยละ 48.20 ควรใช้โค้ชนอก รองลงมาร้อยละ 42.60 โค้ชไทย และร้อยละ 9.20 ไม่แสดงความคิดเห็น
คุณลักษณะของโค้ชที่เหมาะกับการคุมทีมชาติไทยชุดยู 23 ปี ส่วนใหญ่ร้อยละ 27.50 มีระเบียบวินัยมุ่งมั่นทุ่มเทรองลงมาร้อยละ 25.90 ได้รับการยอมรับในผลงานและชื่อเสียง ร้อยละ 21.40 มีรูปแบบและเทคนิคที่ทันสมัย ร้อยละ 12.30 มีอิสระในการทำงานและกล้าตัดสินใจ ร้อยละ 11.00 มีมนุษยสัมพันธ์เข้าใจในธรรมชาติและสมรรถนะของนักฟุตบอลไทย และอื่นๆร้อยละ 1.90
ปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลให้โค้ชประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ร้อยละ 24.10 ความพร้อมและศักยภาพของนักกีฬา รองลงมาร้อยละ 23.80 การสนับสนุนของสมาคมกีฬาฟุตบอล ร้อยละ 20.30 ความเหมาะสมของระยะเวลาในการเตรียมทีม ร้อยละ 19.60 ความอิสระในการตัดสินใจ ร้อยละ 10.40 สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเตรียมทีม และอื่นๆร้อยละ1.80
ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นผู้ที่เหมาะสมกับการเป็นโค้ชทีมชาติไทยชุดยู 23 ปีควรที่จะให้โค้ชนอกเข้ามาทำหน้าที่ดูแลนั้นต่อกรณีนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในปัจจุบันโค้ชชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในผลงานมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ขณะที่โค้ชไทยถึงแม้จะมีผู้ที่คุณสมบัติครบถ้วนอยู่พอสมควรก็ตามแต่ด้วยผลงานและการยอมรับอาจจะยังไม่เข้าตาแฟนกีฬาลูกหนังก็อาจจะเป็นได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯจะพิจารณาโดยเฉพาะจุดอ่อนและจุดแข็งระหว่างโค้ชไทยกับโค้ชนอก
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่จะส่งต่อความสำเร็จในการทำงานของโค้ชนอกจากมิติที่กลุ่มตัวอย่างได้สะท้อนให้เห็นแล้ว อีกหนึ่งมิติหรือองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งสมาคมต้องตระหนักและพิจารณานอกจากการสนับสนุนอย่างครบวงจรแล้วคือการให้โอกาสและระยะเวลาในการทำทีมที่เหมาะสมทั้งนี้เพราะการทำทีมของโค้ชนั้นหากจะพิจารณาหรือดูจากผลของการแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ความสำเร็จอาจจะมีตัวแปรอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลากหลาย และที่น่าสนใจหากสภากรรมหรือฝ่ายพัฒนาเทคนิคซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงจะนำผลการสำรวจดังกล่าวไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการตัดสินใจก็จะเป็นอีกทางเลือกได้เช่นกัน

