กาลครั้งหนึ่ง ณ ปารีส : ถ้าโดนตัดก็ไม่แปลกใจ
กีฬาหนึ่งที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ก็ยังคงรู้สึกว่าการตัดสินมีปัญหาอยู่สม่ำเสมอก็คงหนีไม่พ้นมวยสากล
นับตั้งแต่ที่ปรับระบบการให้คะแนนมาเป็นแบบรายยก ให้กรรมการดูว่าแต่ละยกใครทำได้ดีกว่ากันแล้วให้คะแนน ไม่ใช่แบบนับหมัดที่ต่อยเข้าเหมือนเมื่อก่อน ก็ดูว่าจะมีการตัดสินที่ค้านสายตาออกมาอยู่เรื่อยๆ
แม้ว่าช่วงหลังคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) จะลงมาควบคุมด้วยตัวเองแทน สหพันธ์มวยสมัครเล่นนานาชาติ (ไอบ้า) แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงไม่หมดไป
โดยเฉพาะการตัดสินในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาเลย คือผู้ตัดสินมีสไตล์การตัดสินที่แตกต่างกันออกไป จนทำให้ผลที่ออกมาดูขัดหูขัดตาพอสมควร
ยกตัวอย่างเช่นไฟต์แรกของจุฑามาศ จิตรพงษ์ นักชกสาวไทยที่เอาชนะ ซารา เซอร์โควิช จากเซอร์เบีย หลังชกจุฑามาศบอกว่าดูแล้วกรรมการครั้งนี้ชื่นชอบคนที่ต่อยเข้าชัดเจน มากกว่าต่อยมั่วๆ
ทว่าหลังจากนั้นมานักชกไทยซึ่งเป็นสไตล์ชอบเดินวนดักหาจังหวะชกเน้นแบบเข้าเป้ามากกว่าที่จะออกหมัดชุด ต่างทะยอยตกรอบไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่ตัวจุฑามาศเอง ที่ก็มาตกรอบ 16 คนสุดท้าย โดยที่แพ้ไปแบบฉิวเฉียดสุดๆ
หรือสุดท้ายที่นักชกไทยเข้าใจกันว่ากรรมการชอบสไตล์ชัดเจน มันอาจจะไม่ใช่เสียแล้ว?
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อกีฬาแบบนี้ใช้สายตาในการตัดสิน มันจึงยังเกิดปัญหาการตัดสินที่ไม่แน่นอนออกมาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้ไอโอซีลงมาแก้ปัญหาก็ยังไม่สามารถทำได้
ยิ่งในโอลิมปิกเกมส์ครั้งหน้าที่สหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการบรรจุมวยสากลเอาไว้ในการแข่งขัน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะโดนตัดออกไปทุกที
ครั้งหนึ่งเทควันโดเคยสุ่มเสี่ยงอย่างหนักที่จะโดนตัดออกจากโอลิมปิกเกมส์ แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เกราะไฟฟ้าในการให้คะแนน ทำให้ยังสามารถแข่งขันต่อในโอลิมปิกเกมส์ได้
แต่ถ้ามวยถูกตัดออกไป แล้วยังไม่ปรับตัวอีก โอกาสกลับมาก็คงยากด้วยเช่นกัน

