กาลครั้งหนึ่ง ณ ปารีส : ขนส่งมวลชนดี = เจ้าภาพที่ดี
บางทีการจะวัดว่าใครเป็นเจ้าภาพที่ดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่แค่การวัดประสิทธิผลของการจัดการแข่งขัน หรือความสวยงามที่ถูกส่งออกไปสายตาของคนทั่วโลก
สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญไม่น้อย คือการจัดการกับขนส่งมวลชนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
ทีมนักข่าวไทยเดินทางไปเกาะติดการแข่งขันกรีฑา ที่สนามสต๊าด เดอ ฟรองซ์ สนามที่เคยดูผ่านทีวีมาตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1998 จนตอนนี้ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว
แน่นอนว่าการเดินทางไปเพราะไปลุ้น “เจ้าบิว” ภูริพล บุญสอน ที่ฝ่าด่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้ แม้ว่าจะยังต้านทาน “มนุษย์ต่างดาว” ในโลก 100 เมตร ไม่ไหว แต่ก็เป็นก้าวแรกของเจ้าตัวที่ดีมากๆ
แต่ในเมื่อมาถึงสนามแล้ว จะไม่อยู่รอดูว่าใครคือนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกเวลานี้ ก็คงจะไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นจึงอยู่ดูรอบชิงชนะเลิศกันต่อ
ปัญหาคือหลังจากการแข่งขัน 100 เมตรชายรอบชิงชนะเลิศจบลง คนทั้งสนามกว่า 80,000 คน ไม่รวมทีมงานต่างๆ ที่รวมๆ แล้วน่าจะมีเกือบหลักแสน เดินออกเพื่อกลับบ้านกัน
ทว่าการจัดการของเจ้าภาพทำได้ดีมากๆ มีการวางเส้นทางการเดินเพื่อไปยังรถไฟฟ้าแบบง่ายและชัดเจน ขณะเดียวกันเมื่อไปถึงสถานีแล้ว รถไฟฟ้าก็มีให้ขึ้นแบบต่อเนื่องมากๆ ประมาณว่าคนเต็มก็ออก คันใหม่ก็มารอทันที ทำให้ระบายคนได้อย่างรวดเร็วมากๆ
รวมเวลาแล้วหลังจากการแข่งขัน 100 เมตรชายจบลง ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เดินทางกลับมาถึงโรงแรม (บวกจากปกติสัก 20 นาทีเท่านั้น) จากปากคำของรุ่นพี่ที่เคยผ่านเวทีโอลิมปิกเกมส์ นี่คือการกลับที่ไวที่สุดแล้ว
หากลองเทียบกับประเทศไทยดูแล้ว ยามที่มีการแข่งขันฟุตบอลที่ราชมังคลากีฬาสถาน เอาว่าแค่คนดูสูงสุดสัก 5-6 หมื่นคน แล้วตัวเองยังนั่งทำงานอยู่หลังจบเกมเกือบ 1 ชั่วโมง แต่พอจะขับรถกลับบ้านออกมา ยังเจอกับความวุ่นวายบนท้องถนนอยู่เลย
ชัดเจนเลยว่า การจะเป็นเจ้าภาพอะไรสักอย่าง สิ่งที่ควรทำให้พร้อมก่อนอันดับแรกคือขนส่งมวลชน
ถ้ายังเละอยู่จัดอะไรไปก็พัง!

