แนวทางลุยตลาดนักเตะใหม่ของปีศาจแดง ปลอดโก่ง-ค่าเหนื่อยพอดี ยุติวลี ภาษีแมนยู
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารฟุตบอลเกือบยกชุดในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว นับตั้งแต่ที่ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เข้ามาซื้อหุ้นของสโมสรและมาจัดการเรื่องบริหารฟุตบอลด้วยตัวเอง
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคลเท่านั้น นโยบายด้านต่างๆ ก็แตกต่างไปจากยุคที่ครอบครัวเกลเซอร์ดูแลเรื่องฟุตบอลอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อขายนักเตะ ที่เมื่อก่อนทีมปีศาจแดงถูกมองเป็น “ลูกค้าเงินถุงเงินถัง” ของทีมที่พวกเขาต้องการซื้อนักเตะมาตลอด ถูกโก่งค่าตัว ค่าเหนื่อย ซึ่งแมนยูในยุคนั้นพร้อมจ่ายเสมอ จนมีคำว่า “ภาษีของการเป็นแมนยู” มาแซวกันในตลาดนักเตะ

ปอล ป๊อกบา, อันโตนี่, เจดอน ซานโช่, โรเมลู ลูกากู ยังคงติดท็อป 10 การย้ายทีมค่าตัวแพงสุดของพรีเมียร์ลีก ทั้งๆ ที่ตอนนี้มีการทุ่มเงินมหาศาลซื้อตัวกันมากขึ้นแล้วก็ตาม
แมนยูมักจะเสียเปรียบคู่ค้าไม่ใช่แค่การซื้อเข้าเท่านั้น แต่เมื่อต้องขายออก น้อยมากที่จะได้กำไร ทั้งๆ ที่ฟุตบอลเป็นธุรกิจ แต่ดีลที่สโมสรนี้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำที่สุด ต้องย้อนกลับไปในปี 2009 ที่ขาย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้รีล มาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์(3,580 ล้านบาท) ทั้งๆ ที่ซื้อมาจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน 12 ล้านปอนด์(537 ล้านบาท) เท่านั้น หลังจากนั้นก็ได้เงินก้อนจากการขายเด็กปั้นจากอคาเดมี หรือนักเตะที่ซื้อมาแล้วขายไปอยู่บ้าง แต่ถ้าพิจารณาจากรายได้จากการขายและค่าใช้จ่ายในการซื้อแล้ว ยังไม่เห็นกำไรมาหลายปี
การเปลี่ยนแปลงทีมบริหารฟุตบอลอาจจะยังไม่สามารถทำให้แมนยูมีกำไรในการซื้อขายนักเตะได้ แต่การเสียเปรียบน้อยลงแน่นอน แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการสโมสร และ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการเทคนิค ที่ถูกดึงตัวเข้ามาทำงาน มีส่วนร่วมในการเจรจาซื้อขายนักเตะด้วยตัวเอง จากภาพที่เห็นทั้งคู่บินไปเจรจากับสโมสรต่างๆ ที่มีนักเตะเป็นเป้าหมาย มีการเจรจากันจนได้ราคาที่น่าพอใจ ไม่เน้นยืดเยื้อเหมือนตอนที่ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ยังทำหน้าที่รองประธานบริหารของสโมสร และมีบทบาทในการเจรจาซื้อขาย

แมนยูได้ตัว โยชัว เซิร์กเซ่ จากโบโลญญ่า และ เลอนี่ โยโร่ จากลีลล์ แบบรวดเร็ว ซึ่งทำเอาแฟนบอลตกใจกับการเสริมทีมที่ไม่ใช่มีแค่ข่าว แต่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาแมนยูมักจะมีข่าวเชื่อมโยงกับนักเตะมากหน้าหลายตา หลายสิบคน แต่น้อยมากที่จะเป็นข่าวจริง และเอาตัวมาได้จริงๆ
ในรายของ มัทไธจ์ เดอ ลิกต์ และ นูส์แซร์ มาซราอุย สองกองหลังจากบาเยิร์น มิวนิก ที่เข้ามาช่วยแนวรับ ทั้งคู่ค่าตัวรวมกันประมาณ 50 ล้านปอนด์(1,694 ล้านบาท) เท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่เซอร์ไพรส์ ที่ไม่โดนบาเยิร์นโก่งราคามากกว่าที่เห็น
จุดแข็งของทีมบริหารชุดใหม่ คือ จะไม่ยอมเสียเวลากับดีลที่ราคาแพงเกินจริง และเสียเวลาในการเจรจามากเกินไป อย่าง จาร์รัด แบรนธ์เวท ปราการหลังเอฟเวอร์ตัน ถึงแม้จะอายุยังน้อยและมีอนาคตที่ดี แต่ค่าตัว 70 ล้านปอนด์(2,372 ล้านบาท) ที่ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเรียกมา และยืนยันว่าจะไม่ลด ดูสูงเกินไปที่จะทำธุรกิจด้วย ทีมปีศาจแดงก็กันไปหาโยโร่และเดอ ลิกต์ แทน

นักเตะรายล่าสุดที่ได้ตัวมา คือ มานูเอล อูการ์เต้ กองกลางจากปารีส แซงต์แชร์แมง ถึงแม้เหมือนจะดูว่ามาช้า แต่ไม่ได้เป็นเรื่องของการเจรจาที่ล่าช้าเสียทีเดียว เพราะต้องพิจารณาจากเงินในบัญชีที่จะไม่ไปผิดกฎกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีก ที่เป็นกฎเหล็กไม่ให้ทีมใหญ่ใช้เงินแบบไม่มีเบรกอีกต่อไปแล้ว ซึ่งการได้อูการ์เต้มา ก็ต้องแลกกับการขาย สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางลูกหม้อออกจากทีมไปให้นาโปลีนั่นเอง
เมื่อมองในมุมขายนักเตะออกบ้าง แมนยูปล่อยนักเตะที่หมดสัญญาและค่าเหนื่อยสูง ซึ่งอยู่ต่อไปก็ไม่คุ้ม ทั้ง อองโตนี่ มาร์ซิยาล, ราฟาแอล วาราน ออกไปก่อน เพื่อลดเพดานค่าเหนื่อยลงมา ซึ่งทั้งคู่รับค่าจ้างแพงเป็นอันดับต้นๆ ของสโมสรอยู่แล้ว ตามมาด้วยการขายนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ อีริก เทน ฮาก กุนซือชาวดัตช์ ออกไป ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค, ฟาคุนโด้ เปยิสตรี, ฮันนิบาล เมจบรี, อารอน วาน-บิสซาก้า รวมไปถึงแม็คโทมิเนย์ ที่ถึงแม้ว่าจะอยากให้อยู่ต่อ แต่ถ้าอยากได้กองกลางคนใหม่ ก็ต้องยอมตัดใจขายไป
เจดอน ซานโช่ ที่เหมือนกับว่าจะได้กลับมาชุบชีวิตสร้างชื่อใหม่กับทีม แต่ก็โดนปล่อยตัวในช่วงวันปิดตลาด สาเหตุมาจากการไม่ลงรอยกับผู้จัดการทีม และค่าเหนื่อยที่แพงเกินไปนั่นเอง

ดาวรุ่งที่ปั้นมาจากอคาเดมีหลายคนก็ถูกขายออกไป เพื่อนำเงินเข้าคลัง เมสัน กรีนวู้ด ดาวยิงอนาคตไกลที่มีคดีทำร้ายร่างกายแฟนสาว จนไม่ได้กลับมาเล่นให้ทีม ก็สร้างรายได้ให้สโมสร 25 ล้านปอนด์(847 ล้านบาท) ด้วยการขายให้มาร์เซย อัลบาโร่ เฟร์นานเดซ, วิลลี่ คัมบวาล่า, มักซี่ โอเยเดเล่, วิลล์ ฟิช ที่เคยมีชื่อว่าจะเป็นกำลังสำคัญของสโมสรในอนาคต เมื่อไม่สามารถเบียดรุ่นพี่ได้ ก็ต้องแยกย้ายกันไปเติบโต และเอาเงินเข้ามาทำทีมต่อไป
จะบอกว่าเป็นการตัดสินใจของทีมบริหารก็ไม่ทั้งหมด เพราะเทน ฮาก เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินอนาคตว่านักเตะคนไหนควรอยู่หรือไป นักเตะ 14 คนที่ย้ายออกไปในซัมเมอร์นี้ ก็มาจากการตัดสินใจของเขา เมื่อย้อนไปดูทีมที่กุนซือชาวดัตช์เคยทำงานมา โก อะเฮด อีเกิ้ลส์ ปล่อยนักเตะรวดเดียว 12 คน ในซัมเมอร์ ปี 2012 หลังจากนั้นขายนักเตะของอูเทร็คต์ 7 คน ในปี 2015 ต่อด้วยปี 2016 ปล่อยอีก 6 คน กับอาแจ็กซ์ก็ปล่อยออก 4 คนในปี 2018 และตามออกจากสโมสรกันไปเรื่อยๆ

แอชเวิร์ธบอกว่า การทำงานของทุกฝ่ายจะเป็นการวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องและสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเทน ฮาก ทีมสต๊าฟและนักเตะ สามารถไปถึงเป้าหมายที่สโมสรตั้งไว้ได้ ซึ่งรู้สึกได้ว่าทุกคนเต็มไปด้วยพลังและความทุ่มเท
การเปลี่ยนแปลงนอกสนามเกิดขึ้นแล้ว แต่ผลงานในสนามของทีมปีศาจแดงยังดูไม่แข็งนัก คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อถึงเวลาที่จิ๊กซอว์ส่วนต่างๆ ประกอบเป็นรูปที่ครบถ้วนแล้ว วันนั้นก็น่าจะได้เห็นแมนยูกลับไปยิ่งใหญ่อย่างในอดีต

