ดีเดย์! เลือกตั้งประธานโอลิมปิคไทยคนใหม่ สุชัยvsพิมล ประชันนโยบายสู้
ดีเดย์เลือกตั้งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคไทยฯ คนใหม่วันนี้! หนแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งที่ไม่ใช่นายทหารนั่งเก้าอี้ “สุชัยvsพิมล” วางนโยบายเพื่อนักกีฬาเข้าสู้ โดน “สุชัย พรชัยศักดิ์อุดม” โชว์ทีเด็ดตั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” นั่งที่ปรึกษา พร้อมยืนยันทำงานรัฐบาลราบรื่น ขณะที่ “พิมล ศรีวิกรม์” ระดมทีมงานคีย์แมนระดับท็อป เน้นนโยบายทำได้จริงไม่ขายฝัน
ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้ง ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และ คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม ที่บ้านอัมพวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นต้นไป โดยปัจจุบันเหลือแคนดิเดตเพียง 2 ราย คือ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และ นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย หลังจากที่ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย และไอโอซี เมมเบอร์ ชาวไทย ประกาศขอสละสิทธิแม้จะมีเสียงหนุนแล้วนั้น
สำหรับกระบวนการเลือกประธานโอลิมปิคคนใหม่นั้น เริ่มจากสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ทั้งหมด 37 สมาคม จะเสนอชื่อผู้แทนสมาคม เพื่อรับเลือกทำหน้าที่คณะกรรมการบริหารโอลิมปิคฯวาระใหม่
จากนั้น 37 สมาคมจะโหวตเลือก 23 คน จาก 37 คน มาทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร รวมกับผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลชาวไทย (คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล) และตัวแทนนักกีฬาโอลิมปิกชาวไทย ซึ่งปัจจุบันคือ “ธันย่า” ธันยพร พฤกษากร นักกีฬายิงปืน และ “เทม” เทวินทร์ หาญปราบ อดีตเหรียญเงินเทควันโด โอลิมปิกเกมส์ 2016 (รวมกัน 2 คน นับเป็น 1 เสียง) รวมทั้งหมด 25 คน ต่อจากนั้น 37 สมาคมกีฬาสมาชิก จะโหวตเลือก “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ในคณะกรรมการโอลิมปิคฯวาระใหม่ จำนวน 10 คน
เมื่อได้ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มอีก 10 คนแล้ว รวมกับกรรมการบริหารชุดใหม่ 25 คน เป็นทั้งสิ้น 35 คน จะประชุมกันเพื่อจัดสรรตำแหน่งและเลือก “ผู้เหมาะสม” มาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ คนใหม่ ในกรณีที่มีผู้เสนอชื่อแข่งขันกันมากกว่า 1 คนขึ้นไป ผู้มีสิทธิออกเสียง 35 คน จะลงคะแนนเลือกตั้ง “แบบลับ” แล้วจึงนับคะแนน
จากการก่อตั้งคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาตั้งแต่ปี 2491 หรือ 76 ปีที่แล้ว ประธานโอลิมปิคไทย ล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารยศใหญ่มาทั้งสิ้น ตั้งแต่
– พระยาจินดารักษ์ 4 สมัย (2491-2508)
– จอมพลประภาส จารุเสถียร 2 สมัย (2508-2516)
– พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ 6 สมัย (2517-2539)
– พล.อ.สุรพล บรรณกิจโสภณ 1 สมัย (2539-2540)
– พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร 1 สมัย (2540-2544)
– พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 4 สมัย (2544-2559)
– พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 2 สมัย (2560-2567)
อย่างไรก็ตาม แคนดิเดตทั้ง 2 คนในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักธุรกิจทั้งสิ้น ทำให้จะเป็นครั้งแรกที่ประธานโอลิมปิคไทย ไม่ได้มีตำแหน่งทางการทหารขึ้นหน้า
สำหรับแคนดิเดตคนแรก นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ โดยมีทีมงานหนุนหลังได้แก่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย รวมถึง นายสีหศักดิ์ อารีราชการัณย์ นายกสมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย

นายสุชัย วางนโยบายหลักของตัวเองเอาไว้ที่การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสมาคมกีฬา ที่เบื้องต้นได้กำหนดไว้ที่ 100 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเบี้ยเลี้ยงเก็บตัวออกช้า ให้สมาคมกีฬาสามารถนำเงินไปจ่ายให้กับนักกีฬา ก่อนที่จะเบิกจากการกีฬาแห่งประเทศไทย กลับคืนสู่กองทุนต่อไป
“ผมเชื่อว่านโยบายตั้งกองทุนช่วยเหลือสมาคมกีฬา จะสามารถช่วยแก้ปัญหาที่มีมานาน อาทิ เรื่องเบี้ยเลี้ยง การเตรียมนักกีฬา และการจัดการแข่งขันของสมาคมกีฬา รวมทั้งการส่งนักกีฬาออกแข่งขันต่างประเทศ จะช่วยเหลือสมาคมกีฬาให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ผมคิดว่าตอบโจทย์สมาคมกีฬาที่อยากให้ปัญหานี้หมดไปครับ” นายสุชัยกล่าว
อีกหนึ่งหมัดเด็ดของนายสุชัย คือการประกาศว่าได้ดึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบรับเป็นประธานที่ปรึกษาของประธานโอลิมปิคไทยฯ หากได้รับเลือกตั้ง
นายสุชัย กล่าวว่า การได้นายทักษิณเป็นที่ปรึกษาเป็นการยืนยันว่าการทำงานระหว่าง คณะกรรมการโอลิมปิคไทยฯ ชุดใหม่กับรัฐบาลจะไม่ติดขัดเรื่องการประสานงานอย่างแน่นอน เพราะมีประธานที่ปรึกษาของประธานโอลิมปิคฯ ให้คำแนะนำเรื่องแนวทางการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาวงการกีฬา รวมทั้งยกระดับ และผลักดันให้นักกีฬาสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยต่อไป

ส่วนอีกหนึ่งแคนดิเดตอย่าง “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมกีฬาเทควันโดฯ เปิดตัวทีมงานด้วยบุคลากรจากวงการกีฬาคับคั่ง นำทีมโดย “บิ๊กแน๊ต” นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นายกสมาคมกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศไทย, “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทยฯ, “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, “เสธ.หมึก” พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ, “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยฯ และ พล.ร.อ.ชัยณรงค์ เจริญรักษ์ นายกสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทยฯ

นโยบายหลักของ ผศ.พิมล คือการทำงานเชิงรุกช่วยเหลือสมาคมกีฬาต่างๆ ในการพัฒนากีฬา ทั้งการแก้ปัญหาเงินฝืดของสมาคมที่ติดขัดขั้นตอน ด้วยการพูดคุยกับ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปรับระเบียบต่างๆ ให้คล่องแคล่วขึ้น
รวมถึงเรื่องเร่งด่วนอย่างการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาจากเดิม 600 บาท บวกค่าที่พัก 300 บาท ซึ่งเป็นอัตรานี้มา 15 ปีแล้ว จึงต้องพูดคุยเพื่อเพิ่มเงินอย่างเร่งด่วนอย่างน้อย 300 บาท รวมทั้งเรื่องเงินรางวัลซีเกมส์ จากเดิมเหรียญทอง 3 แสนบาท ส่วนเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ 2 ล้านบาท จึงอยากให้เหรียญทองซีเกมส์เพิ่มเป็น 5 แสนบาทที่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
ผศ.พิมล เปิดเผยว่า ในส่วนของทีมงานตัวเองก็เดินหน้าทำงานอยู่ นโยบายที่ออกมานั้นเป็นความมั่นใจของทีมว่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง และแนวคิดนี้ก็มาจากทีมงานที่เป็นคีย์แมนของวงการกีฬา สร้างผลงานเอาไว้อย่างมากมาย เป็นระดับนายกสมาคมฯ ทั้งสิ้น ดังนั้นเชื่อว่าในสิ่งที่ทีมงานของตนนำเสนอ สมาชิกจะเห็นตรงและพร้อมทำงานไปด้วยกัน

“ถึงตอนนี้ยังมั่นใจในทีมงาน ที่ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้สิ่งที่โฟกัส เป็นเรื่องของแนวทางการทำงานที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการหาทางแก้ไขเงินฝืดของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ที่เจอปัญหาอยู่ในเวลานี้ ซึ่งตน ได้เข้าพบ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหาทางออกร่วมกันไปแล้ว”
“ยังรวมไปถึงในฐานะที่ประธานโอลิมปิคไทย จะได้ไปนั่งในคณะกรรมการบริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กกท. โดยตำแหน่ง ก็จะเดินหน้าผลักดัน การเพิ่มเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาที่ไม่ได้ขึ้นมานาน และ เงินรางวัลอัดฉีดนักกีฬาในกีฬาซีเกมส์ เหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬา หากตนได้รับเลือกให้เป็นประธานโอลิมปิคไทย ก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานในทันที” ผศ.พิมล กล่าว
ต้องจับตาดูกันว่า เก้าอี้ประธานโอลิมปิคไทยคนใหม่จะเป็นใคร แต่แน่นอนว่าจะเป็นคนแรกที่มาจากพลเรือนที่ไม่ใช่นายทหาร ซึ่งก็จะต้องดูกันต่อไปว่าทิศทางข้างหน้าของวงการกีฬาไทยภายหลังได้ผู้นำคนใหม่แห่งค่ายบ้านอัมพวัน จะเป็นอย่างไร และกีฬาไทยจะยกระดับการพัฒนาไปอยู่จุดไหนในแผนที่วงการกีฬาโลก…

