หน้าแรก กีฬา กีฬาในประเทศ ระบบภาพรีเพลย...

ระบบภาพรีเพลย์ เทคโนโลยีลูกหนังกับเสียงสะท้อนทั้งบวก-ลบ

2.04.17 | 15:47 น.

เกมฟุตบอลนัดอุ่นเครื่องเมื่อต้นสัปดาห์มีประเด็นให้ฮือฮาในแง่วิวัฒนาการของวงการลูกหนัง เมื่อการรีเพลย์ภาพวิดีโอเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินเกมคู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง ฝรั่งเศส กับ สเปน ที่สนามสต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ในกรุงปารีส

ก่อนเกมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ฝรั่งเศส เจ้าภาพ ตัดสินใจว่าจะลองนำเทคโนโลยีการตัดสินด้วยภาพช้า หรือที่เรียกว่า “วีเออาร์” (Video Assisstant Referee) มาใช้ โดยความร่วมมือของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มาใช้ โดยความยินยอมจากฝั่งสเปน

ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาแข่งขันจริง การรีเพลย์ภาพวิดีโอถูกนำมาใช้ แต่กลายเป็นเจ้าภาพเสียประโยชน์ทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือตอน อ็องตวน กรีซมันน์ สตาร์ดังของทีมโหม่งบอลเข้าประตูช่วงต้นครึ่งหลัง แต่หลังจากรีเพลย์ภาพแล้วพบว่าจังหวะก่อนหน้านั้น คนโหม่งตั้งให้กรีซมันน์อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า จึงไม่ถือเป็นประตู

ส่วนครั้งที่ 2 คือตอนที่ลูกยิงของ เคราร์ด เดวโลเฟว กองหน้ากระทิงดุช่วงท้ายเกมโดนเป่าเป็นลูกล้ำหน้า แต่ดูภาพแล้วไม่ล้ำ จึงเป่าให้เป็นประตู และลงเอยที่สเปนคว้าชัยในนัดดังกล่าว 2-0

นักเตะฝรั่งเศสดีใจเก้อ

แม้ว่าการทดลองใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นฝ่ายฝรั่งเศสที่เสียประโยชน์ แต่ ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องป์ กุนซือแดนน้ำหอม กล่าวว่า ในเมื่อภาพรีเพลย์ช่วยกลับคำตัดสินจากผิดเป็นถูกและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับกีฬาฟุตบอล และเมื่อนำมาใช้จริงทุกคนก็จะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม

Advertisement

สำหรับการใช้ระบบวีเออาร์หรือการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตัดสินนั้น เมื่อเทียบกับกีฬาอื่นๆ ถือว่าวงการฟุตบอลขยับตัวช้ากว่ามาก เพราะกีฬาฝั่งเมืองมะกัน อาทิ อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล ก็นำภาพรีเพลย์มาใช้ในลีกอาชีพนานหลายปีแล้ว

หรือกีฬาโอลิมปิกเกมส์อย่างเทนนิส แบดมินตัน เทควันโด วอลเลย์บอล ฯลฯ ก็ใช้เทคโนโลยีภาพรีเพลย์หรือระบบฮอว์กอายมาเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้ขอชาลเลนจ์กรณีข้องใจกับคำตัดสินของกรรมการ

ขณะที่วงการลูกหนังโลกนั้น เซ็ปป์ แบล๊ตเตอร์ ประธานฟีฟ่าผู้อื้อฉาวคนก่อน ยืนกระต่ายขาเดียวปฏิเสธเรื่องเทคโนโลยีมาโดยตลอด โดยให้เหตุผลว่าความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเกมของเชิ้ตดำก็เป็น “เสน่ห์” อย่างหนึ่งของกีฬาฟุตบอล

กระทั่งถึง ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ แบล๊ตเตอร์ก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเองเมื่อเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการตัดสินในเกมเตะรอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่าง เยอรมนี กับ อังกฤษ ซึ่งครั้งนั้น แฟรงก์ แลมพาร์ด กองกลางสิงโตคำรามยิงบอลไปชนคาน กระเด้งลงพื้นก่อนกระดอนออกมา และกรรมการไม่เป่าให้เป็นประตู แต่ภาพช้าเผยให้เห็นว่าลูกบอลเข้าไปเต็มๆ ใบแล้ว แม้จะมองด้วยตาเปล่าระหว่างแข่งขัน คนส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่าลูกนั้นเข้าประตู

ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้แบล๊ตเตอร์ยอมรับว่าถึงเวลาที่กีฬาฟุตบอลต้องนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังเสียที นำไปสู่การพัฒนาระบบ โกลไลน์ เพื่อจับสัญญาณว่าลูกบอลข้ามเส้นแล้วหรือยัง

ส่วนระบบวีเออาร์นั้น เนื่องจากขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากกว่าจึงต้องใช้เวลาพัฒนาระบบและรูปแบบการดำเนินการนานกว่า ก่อนจะเริ่มทดลองใช้จริงในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีบางที่ อาทิ ลีกสำรองของสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มนำมาใช้บ้างแล้วก็ตาม

ตอนเริ่มใช้ทัวร์นาเมนต์แรกนั้น ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือรีล มาดริด ถึงกับเอ่ยปากว่าระบบนี้สร้างความงงงวยสับสนในเกมอยู่มาก เช่นเดียวกับ ลูก้า โมดริช กองกลางราชันซึ่งบ่นว่าไม่ค่อยชอบระบบนี้สักเท่าไร

เหตุผลหนึ่งที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาแสดงความเป็นห่วงคือ การต้องเบรกเกมไประยะหนึ่งเพื่อรอดูภาพช้านั้น ทำให้เกมฟุตบอลที่ปกติจะไหลลื่น ต้องหยุดชะงักจนขาดความต่อเนื่อง หรือเกิดอาการอารมณ์ค้างขึ้นมา

แต่การนำวีเออาร์มาใช้ในเกมระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสนั้น พิสูจน์แล้วว่าเกมไม่ได้หยุดไปนานเป็นนาทีเหมือนอย่างที่หลายคนกลัว เพราะในจังหวะแรกตอนดูภาพลูกของกรีซมันน์ ใช้เวลาไม่ถึง 30 วินาที ส่วนจังหวะหลังใช้เวลาไป 40 วินาที

ผู้ตัดสินรอฟังผลการดูภาพรีเพลย์จากข้างสนามครั้งละไม่ถึงนาที

ยิ่งพอคำตัดสินที่ออกมาขาวสะอาด ช่วยเปลี่ยนผิดเป็นถูกอย่างชัดเจน ยิ่งมีคนเชียร์ให้นำระบบนี้มาใช้อย่างจริงจัง ซึ่ง จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบันก็เคยบอกแล้วว่าจะดันให้ใช้ใน ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียในปีหน้าให้ได้

สำหรับวีเออาร์นั้น ฟีฟ่ากำหนดว่าจะใช้ชี้ขาดจังหวะสำคัญ 4 จังหวะ คือ จังหวะทำประตู (ข้ามเส้นหรือไม่ ล้ำหน้าหรือเปล่า), จังหวะฟาวล์ในกรอบเขตโทษ, จังหวะโดนใบแดงโดยตรง และการระบุตัวผู้เล่นที่โดนใบเหลืองใบแดงว่าใช้คนที่ทำฟาวล์หรือไม่ โดยกรรมการในสนามจะติดต่อไปหากรรมการข้างสนามผ่านไมโครโฟนขนาดเล็ก ให้ผู้ตัดสินนอกสนามชมภาพรีเพลย์จากหลายๆ มุมกล้องเพื่อช่วยชี้ขาด ก่อนจะติดต่อกลับไปบอกเชิ้ตดำหลักที่กลางสนาม

ในแง่ทฤษฎี ทุกอย่างถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีและถูกต้อง แต่ก็ใช่ว่าฟีดแบ๊กที่ได้รับจะดีไปเสียหมด เพราะก็มีเสียงสะท้อนเชิงลบกลับมาเช่นกัน

เช่น อูโก้ โยริส นายทวารกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส กล่าวหลังเกมเตะกับสเปนว่า วีเออาร์ทำให้การตัดสินถูกต้องจริง แต่ก็ทำลายบรรยากาศการฉลองประตูไปหมด เนื่องจากต้องมายืนรอว่าตกลงลูกเข้าหรือไม่เข้า

ส่วนอดีตผู้ตัดสินอาชีพ บรูโน่ เดอร์เรียน สำทับว่า ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในเกมก็เป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์และความสวยงามของกีฬาลูกหนัง เพราะถ้าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากเท่าไร ผู้ช่วยผู้ตัดสินก็แทบจะไม่จำเป็นเลย โดยยกตัวอย่างจังหวะล้ำหน้า ถ้าตนเป็นไลน์แมน อีกหน่อยคงไม่มีความจำเป็นต้องยกธงอีกต่อไป เพราะสุดท้ายก็ต้องมาเปิดวิดีโอตัดสินกันอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้วีเออาร์ได้คล่องมือ อย่างผู้ตัดสินชุดที่ทำหน้าที่ในเกมเตะที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ เป็นชาวเยอรมันทั้งหมด เนื่องจากเชิ้ตดำเมืองเบียร์ผ่านการอบรมระบบนี้มานาน 1 ปีเต็ม เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลีกบุนเดสลีก้านำวีเออาร์มาใช้ในฤดูกาลหน้า

หากกรรมการไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกมย่อมหยุดชะงักไปนานกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้แฟนบอลหงุดหงิดได้โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะแฟนบอลในสนามที่ไม่ทราบข้อมูลเลยว่ากรรมการได้ติดต่อเชิ้ตดำข้างสนามให้ใช่วีเออาร์ เพราะไม่ได้เปิดภาพช้าผ่านทางจอภาพขนาดยักษ์ในสนาม และไม่ได้มีการประกาศออกไมค์เหมือนกีฬาอเมริกันฟุตบอล

ไหนจะเรื่องคำตัดสินที่อาจจะไม่ตรงใจหลายๆ คน อย่างเรื่องล้ำหน้าอาจจะตัดสินง่ายเพราะมีกฎระเบียบชัดเจน แต่ถ้าเป็นจังหวะฟาวล์ลูกโทษหรือใบแดง สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของกรรมการเป็นหลัก และอาจค้านความรู้สึกของบางคน

สุดท้ายแล้วก็ใช่ว่าเทคโนโลยีนำสมัยจะถูกใจทุกคนเสมอไป…