นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ไทยเสนอตัวชิงสิทธิ์การจัดการแข่งขันจักรยานทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2018 ว่า รัฐบาลมีนโยบายการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เนื่องจากนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้เป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 50 เปอร์เซนต์ อย่างไรก็ตามการดึงการจัดระดับโลก หรือ ระดับเมกะ เวิลด์ คลาส อีเวนต์นั้น หากภาคเอกชนจะเดินหน้าจัดเองจะมีความเสี่ยงขาดทุนสูง รัฐบาลจึงต้องร่วมให้การสนับสนุนเพื่อให้เอกชนสามารถทำธุรกิจได้ โดยโมโตจีพี กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ซึ่งไทยจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 3 ปี (2561-2563) งบจัดทั้งหมดราวปีละ 374 ล้านบาท ค่าลิขสิทธิ์ปีละ 300 ล้านบาท รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนเพียงส่วนหนึ่งปีละ 100 ล้านบาท ภาคเอกชนต้องไปจัดหาสิทธิประโยชน์เองอีกกว่า 274 ล้านบาท ขณะที่การจัดที่มาเลเซียนั้น รัฐบาลต้องลงทุน 100 เปอร์เซนต์เต็ม
นายวุฒิชัย ชัยจิตย์ ผอ.กองการแข่งขันกีฬาอาชีพ กกท. กล่าวว่า หลังจาก ครม.อนุมัติให้ไทยเสนอตัวเวลานี้ กกท. ได้ทำเกณฑ์จัดหาผู้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจากทาง ดอร์นา สปอร์ตกรุ๊ป และอยู่ระหว่างการสรรหาภาคเอกชนที่มีคุณสมบัติ ซึ่งเวลานี้มีอยู่ราวๆ 10 บริษัทที่อยู่ในข่ายคุณสมบัติพร้อม และจะประกาศผู้ที่ได้รับสิทธิ์วันที่ 11 เมษายน จากนั้นจะเซ็นสัญญาเอ็มโอยูวันที่ 19 เมษายนต่อไปเพื่อดำเนินงานและนำสิทธิ์มาให้ได้ภายในเดือนมิถุนายน
นายมงคล วิมลรัตน์ ผอ.กองเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดนั้น ทำให้เกิดรายได้ทางตรง และทางอ้อม คือรายได้จากการจัดงาน 2,711 ล้านบาท (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 2337 ล้านบาท) อัตราส่วนผบตอบแทนต้นทุน 7.25 เท่า หรือคิดเป็นการลงทุน 1 บาทจะได้เงินตอบแทน 7.25 บาท มูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ 955 ล้านบาท ภาษี 109.5 ล้านบาท การจ้างงาน 2,730 ตำแหน่ง และยกระดับภาพลักษณ์ สปอร์ตทัวริซึมในระดับภูมิภาคอีสาน
สำหรับตัวเลขรายได้ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาวางไว้ เบื้องต้นคิดตามค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2559 คือ 5,264 บาทต่อคนต่อวัน และนักท่องเที่ยวไทยราว 2,500 บาทต่อคนต่อวัน โดยคาดว่าจะมีบุคลากรต่างๆ ทางตรง 145 ล้านบาท ทางอ้อม 85 ล้านบาท และรายได้จากผู้เข้าชมต่างประเทศ-ไทย ทางตรง 1,750 ล้านบาท และทางอ้อม 731 ล้านบาท

