ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง บังยีรอดหมิ่นประมาทบิ๊กอ๊อด ปมวิจารณ์สิทธิประโยชน์บอลไทย
ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.311/2563 หลังจากที่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นโจทก์ฟ้อง “บังยี” นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศฯและพวก รวม 2 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา
คดีนี้ พล.ต.อ.สมยศ โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 7 กุมพาพันธ์ 2563 ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไปในนาม “บิ๊กอ๊อด”, “ท่านสมยศ” หรือ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วน นายวรวีร์ จำเลยที่ 1 เป็นอดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ยื่นใบสมัครเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่มีการประชุมใหญ่เพื่อการเลือกตั้งดังกล่าว ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นทนายความและที่ปรึกษากฎหมายของนายวรวีร์ จำเลยที่ 1 เรียกค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 จำเลยทั้งสองได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า การประมูลสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ ไม่ได้มีการยื่นแบงก์การันตี ตามเงื่อนไข TOR อาจเป็นการทุจริต เพราะว่าถ้ามีการทุจริตคณะกรรมการจะถูกตัดสิทธิ์เหมือนกัน ตามข้อบังคับสมาคม ที่ได้แก้ไขกันเองว่า ต้องไม่เคยทุจริต ต้องไม่เคยกระทำการทุจริตต่อสมาคม และจำเลยที่ 1 ยังได้กล่าวอีกว่า
“คือผมขออธิบายคร่าวๆ แบบเป็นภาษาง่ายๆ ว่าสมมุติว่าบริษัทเอ จะมาประมูลงานโดยที่กำหนดว่าจะหารายได้ให้สมาคมเท่านั้นเท่านี้ การจะพูดลอยๆ ไม่ได้ มันจะต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารที่เรียกว่าแบงก์การันตีมาค้ำประกัน เพราะถ้าคุณพูดแล้วทำไม่ได้ สมาคมจะไม่ปลอดภัย สมาคมจะได้ไม่เสียหายไง แต่ถ้าไม่มีแบงก์การันตี ถ้าเค้าเกิดทำไม่ได้ตามนั้น สมาคมเสียหาย เท่ากับทุจริตฯ”
นอกจากนี้ ยังมีข้อความอีกว่า “อันนี้เป็นเช็กที่เอาออกมาแจกจ่ายนะ เงินสมาคมเนี้ย เงินของสโมสรสมาชิก เค้าลงทุนลงแรงมาเล่นแข่งขันกันลีกระดับต่างๆ เกิดเป็นสิทธิประโยชน์รายได้เข้ามา วันดีคืนดีผู้บริหารสมาคมเอาเงินมาแจกจ่าย ความจริงแล้วคงจะไม่ผ่านแล้วเนี้ย ในเรื่องของจริยธรรม ในต่างประเทศนี้เค้าถือมากเลย ในช่วงจะเลือกตั้ง เอาตังก์ออกมาแจกแล้วที่สำคัญเอาตังก์ของสมาคมด้วย” ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้ทุจริตหรือกระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง
การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง ที่กล่าวถ้อยคำเป็นการระบุถึงตัวโจทก์ เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้บุคคลอื่นและประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์กระทำการทุจริต คดโกงโดยแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งโจทก์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้ประกอบคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติมากว่า 40 ปี การที่จำเลยทั้งสองกล่าวหาหมิ่นประมาทโจทก์โดยวิธีการโฆษณา ทำให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียงและเกียรติยศศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาช้านาน ลดความน่าเชื่อถือและเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลทุจริต คดโกง แสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่มิชอบด้วย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เหตุเกิดที่แขวงและเขตห้วยขวาง กทม.
คดีนี้เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว พิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนหารือปรึกษากันแล้ว พิเคราะห์จากคำเบิกความพยานส่วนต่างๆ แสดงว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองกล่าวเป็นความจริงและโจทก์ก็มิได้นำสืบถึงหลักเกณฑ์ข้อบังคับของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ว่ามีการแจกเงินดังกล่าวโดยถูกต้อง ที่มีการแจกจ่ายเงินสนับสนุนสโมสรสมาชิกดังกล่าวก่อนมีการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ อาจทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่นเสียเปรียบ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใด
อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3) จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

