กกท.ทุ่มงบประจำปี 143 ล้านจ้างโค้ชไทย-ต่างชาติ ติวทัพไทยสู่เป้าหมายความสำเร็จ
เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาไทยในมหกรรมกีฬาต่างๆ ตั้งแต่ซีเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ ฯลฯ นั่นคือ ผู้ฝึกสอน หรือโค้ชของแต่ละชนิดกีฬาการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนภารกิจ “เสริมสร้างศักยภาพทีมชาติไทยสู่ความสำเร็จในระดับโลก”
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ การลงทุนในทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูงสุด นั่นคือ “โค้ช” (Coach) ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่ชัยชนะและเหรียญรางวัล เช่นเดียวกับปลายปีนี้ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ 33 ใน 3 เมืองหลักคือ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และสงขลา ในช่วงระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568
“รองต่อ” นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เปิดเผยว่า กกท. เดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกในการดึงดูดและว่าจ้างโค้ชระดับโลกที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงเข้ามาเสริมทัพในชนิดกีฬาต่างๆ ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและผลักดันนักกีฬาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดย กกท.สนับสนุนการว่าจ้างโค้ชให้กับทุกสมาคมกีฬาในการพัฒนานักกีฬาตลอดทั้งปี
โดยในปี 2568 กกท. จัดสรรงบประมาณ 143 ล้านบาทในการว่าจ้างโค้ชทั้งชาวต่างประเทศ และชาวไทย ทำหน้าที่ดูแลติวเข้มทัพนักกีฬาไทย โดยแบ่งเป็น โค้ชชาวต่างชาติ 72 คน และโค้ชชาวไทย 286 คน สำหรับอัตราการว่าจ้าง โค้ชชาวต่างชาติจะแบ่งตามเกรด A B และ C สูงสุดที่ได้รับในปัจจุบันคือ “โค้ชเช” นายชัชชัย เช โค้ชเทควันโดที่อยู่กับสมาคมกีฬาเทควันโดฯ มาอย่างยาวนานได้รับในอัตราเดือนละ 150,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโค้ชต่างชาติอีกหลายรายที่อยู่ในแผนหมุนเวียนกันเข้ามาแล้วแต่ทางสมาคมฯ จะเสนอชื่อเข้ามาเพื่อพิจารณา อาทิ โอมาร์ ปูเอ็นเตส มาลากอน โค้ชมวยสากลชาวคิวบาก็อยู่ในแผนการว่าจ้าง ในส่วนของโค้ชชาวไทย จะได้รับว่าจ้างในอัตราเดือนละ 50,000 บาท
นายปรีชา กล่าวต่อไปว่า โค้ชเหล่านี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักกีฬาไทยอย่างแท้จริง นอกจากการฝึกสอนนักกีฬาไทยแล้ว ยังมีเรื่องของการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับโค้ชชาวไทยอีกด้วย สำหรับในปี 2569 กกท. ยังตั้งงบประมาณในการว่าจ้างโค้ชทั้งชาวไทย และต่างชาติไว้อีก 149 ล้านบาทเพื่อสานต่อความสำเร็จนักกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง
“สำหรับเป้าหมายในซีเกมส์ปลายปีนี้ จากแผนที่สมาคมกีฬาต่างๆ ร่วมกันส่งมายังฝ่ายพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กกท.นั้น ร่วมกันตั้งเป้าไว้ที่ 288 เหรียญทอง แต่จากการหารือกันที่ประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯเห็นว่า ตั้งเป้าไว้ที่ 252 เหรียญทอง ซึ่งผมยังมองว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทย เราอยากที่จะไปให้ถึงเป้า 288 เหรียญทอง น่าจะมีหลายปัจจัยในการขยับเป้าให้มากขึ้นกว่า 252 เหรียญทองอีกด้วย” รองผู้ว่าการ กกท.กล่าว

