วงการลูกหนังกับปัญหาสุขภาพจิต เรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้าม

5.03.16 | 23:55 น.
แกรี่ สปีด - โรเบิร์ต เอ็นเค่

หากเอ่ยถึงชีวิตนอกสนามของนักฟุตบอลหรือนักกีฬาอาชีพ แฟนๆ ส่วนใหญ่มักนึกภาพคฤหาสน์หลังโต รถหรูๆ งานปาร์ตี้ไฮโซๆ และสารพัดของแบรนด์เนมมากมาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตที่น่าอิจฉาอย่างนั้น และต่อให้มีเงินใช้ไม่ขาดมือก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะดีไปเสียหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬายอดนิยมอย่าง ฟุตบอล ซึ่งพอคนสนใจเยอะ จำนวนคนเล่นมาก การแข่งขันย่อมสูงขึ้นพร้อมๆ กับความเครียด

นักเตะบางคนเจ็บยาวๆ ก็เครียดเพราะไม่ได้รับโอกาสลงเล่น กลัวจะหมดอนาคต บางคนพอแก่ตัวเลิกเล่นก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตหลัง “เกษียณ” ไม่ได้ หรือถ้าเป็นพวกนักเตะหนุ่มๆ ที่มีทั้งเป้าหมายและความคาดหวัง ถ้าไม่ได้เซ็นสัญญาหรือเล่นกับทีมที่ตัวเองใฝ่ฝัน ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดความเครียดได้

เช่นเดียวกับงานแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอาชีพโค้ชหรือผู้จัดการทีมซึ่งต้องแบกรับแรงกดดันจากทั้งผู้บริหาร แฟนๆ หรือแม้แต่ตัวนักเตะเอง จนครั้งหนึ่ง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยปรารภว่า การเป็นโค้ชทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกคือหนึ่งในงานที่เครียดที่สุดในโลก

ตัวอย่างจากหนังสือคู่มือนักเตะ

Advertisement

แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีวิธีจัดการหรือรับมือกับความเครียดในรูปแบบที่ต่างกันออกไป บางคนเป็นคนไม่คิดมาก หรือเข้มแข็งหน่อยก็อาจก้าวข้ามช่วงเวลายากลำบากไปได้ ขณะที่บางคนเมื่อเจอทั้งปัญหาเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวรุมเร้ามากๆ ก็อาจจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมา หรือถึงขั้นร้ายแรงก็คือการลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม เหมือนอย่างกรณีของ โรเบิร์ต เอ็นเค่ อดีตนายทวารทีมชาติเยอรมนี และ แกรี่ สปีด อดีตโค้ชทีมชาติเวลส์ ซึ่งต่างเลือกจบชีวิตตัวเองแบบช็อกแฟนบอลทั่วโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อน

ปัญหาความเครียดสะสมและตัวอย่างไม่สู้ดีที่เกิดขึ้นทำให้ สมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ (พีเอฟเอ) ต้องทำ “คู่มือนักเตะ” ความยาว 36 หน้า แจกผู้เล่นในลีก 4 ดิวิชั่นของอังกฤษ ขณะที่ สหพันธ์นักฟุตบอลอาชีพ (ฟิฟโปร)

ทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของนักฟุตบอลเมื่อปีที่แล้ว โดยมี นายแพทย์วินเซนต์ กูเตบาร์จ หัวหน้าฝ่ายแพทย์ของฟิฟโปรเป็นหัวหน้าทีมวิจัยร่วมกับ ศาสตราจารย์จิโน่ เคอร์คอฟส์ ของศูนย์การแพทย์อัมสเตอร์ดัม

งานวิจัยครั้งนี้ได้นำผลการศึกษาในประเด็นใกล้เคียงกันของฟิฟโปรเมื่อปี 2013 มาต่อยอด โดยได้รับความร่วมมือจากนักฟุตบอลของทั้งอดีตและปัจจุบันใน 11 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม, ชิลี, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, นอร์เวย์, ปารากวัย, เปรู, สเปน, สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์

ผลการวิจัยพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างนักเตะที่ยังเล่นในปัจจุบัน 607 คน และอดีตนักเตะ 219 คน (ซึ่งกว่าครึ่งมีประสบการณ์ค้าแข้งในลีกสูงสุดของประเทศ) พบกลุ่มอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล 38 และ 35 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ, มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ 23 และ 28 เปอร์เซ็นต์, มีปัญหาโรคเครียด 15 และ 18 เปอร์เซ็นต์ และต้องหันไปพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อคลายเครียด 9 และ 25 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาบาดเจ็บกับสภาพจิตใจของนักเตะอย่างใกล้ชิด เมื่อปรากฏว่านักฟุตบอลอาชีพที่ได้รับบาดเจ็บหนักๆ 3 ครั้งขึ้นไป มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากกว่านักเตะที่ไม่ค่อยมีปัญหาบาดเจ็บประมาณ 2-4 เท่า

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเรื่องอาการโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลของกลุ่มตัวอย่างนักฟุตบอล เปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไป หรือนักกีฬาอื่นๆ โดยภาพรวมแล้ว ก็พบว่าวงการลูกหนังอาชีพมีปัญหาเรื่องพวกนี้มากกว่า โดยประเทศออสเตรเลียเคยเก็บข้อมูลว่า ประชากรในประเทศมีอาการเหล่านี้ประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เนเธอร์แลนด์ 17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลการศึกษานักกีฬาทีมชาติฝรั่งเศสที่เข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์ปี 2000 พบคนที่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าราว 17 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเทียบไม่ได้เลยกับผลการศึกษาของฟิฟโปรข้างต้น

นายแพทย์กูเตบาร์จกล่าวว่า งานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นบันไดก้าวแรกสู่การวางนโยบายและหลักปฏิบัติเพื่อป้องกันหรือบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตในหมู่นักฟุตบอลอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงมีปัญหาบาดเจ็บรุนแรงจนต้องพักยาวๆ รวมทั้งแนะแนวการปรับตัวหลังแขวนสตั๊ด เพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบาหรือป้องกันเรื่องร้ายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

…หลังจากแวดวงลูกหนังมองข้ามเรื่องพวกนี้กันมานาน

ตัวอย่างจากหนังสือคู่มือนักเตะ
ตัวอย่างจากหนังสือคู่มือนักเตะ