การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งอาเซียน ครั้งที่ 9 ปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว ที่สนามกีฬาแห่งชาติบูกิต จาลิล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 กันยายน โดยมี ดร.อาห์หมัด ซาฮิด ฮามีดิดาน รองนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซีย เป็นประธาน
โดยวันสุดท้ายชิงชัย 19 ทอง ไฮไลต์นักกีฬาไทยอยู่ที่เทเบิลเทนนิส รอบชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว คลาสที 6-7 “รุ่ง” รุ่งโรจน์ ไทยนิยม แชมป์พาราลิมปิกเกมส์ 2012 พบ “เนะ” เฉลิมพงษ์ พันภู่ ซึ่งเป็นการชิงกันสมัยที่ 2 ติดกัน ปรากฏว่า รุ่งโรจน์แซงชนะ 3-1 เกม 9-11, 11-4, 11-7, 11-8 ป้องกันแชมป์สมัยที่ 8 ติดกัน และคว้าทองที่ 2 ต่อจากประเภททีม
รุ่งโรจน์ กล่าวว่า พอใจผลงานที่คว้าได้ครบ 2 ทอง หลังจากนี้มีเวลาวางแผนเตรียมทีม 10 เดือนก่อนเข้าร่วมเอเชี่ยนพาราเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในปีหน้า และต้องเจอกับมือท็อป 10 โลก ทั้งจีน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเราก็จะปิดจุดอ่อน และแก้ไขข้อบกพร่องตัวเองเพื่อให้พร้อมมากที่สุด
นอกจากนี้ นักปิงปองไทยยังคว้าอีก 3 ทองจากชายเดี่ยว คลาสที 3 ยุทธจักร กลิ่นบานชื่น, ชายเดี่ยว คลาสที 4 วันชัย ชัยวุฒิ, หญิงเดี่ยว คลาสที 1-3 ดารารัตน์ อาสายุทธ รวมถึงทีมโกลบอลไทยยังคว้าอีก 1 ทองส่งท้ายจากทีมหญิง รอบชิงชนะเลิศ ชนะ ลาว 5-0 ส่วนทีมชายไทย แพ้ มาเลเซีย 5-9 คว้าเพียงเงิน
สรุปผลงานนักกีฬาไทยคว้ารวม 68 ทอง 72 เงิน 92 ทองแดง ดังนี้ (ทอง-เงิน-ทองแดง) กรีฑา (26-33-31), เทเบิลเทนนิส (9-11-10), ว่ายน้ำ (7-11-22), บอคเซีย (7-2-2), ยกน้ำหนัก (6-4-4), โบว์ลิ่ง (3-2-6), ยิงธนู (3-0-2), แบดมินตัน (2-5-11), วีลแชร์บาสเกตบอล (2-0-0), วีลแชร์เทนนิส (1-2-3), โกลบอล (1-1-0), ฟุตบอล 5 คน (1-0-0), ฟุตบอล 7 คน (0-1-0) และวอลเลย์บอลนั่ง (0-0-1)
สรุปตารางเหรียญ ไทยคว้า 68 ทอง 72 เงิน 92 ทองแดง อยู่อันดับ 3 ไม่สามารถป้องกันเจ้าทองได้ โดยอินโดนีเซียคว้าทองสมัยที่ 2 คว้า 126 ทอง 75 เงิน 50 ทองแดง ขณะเจ้าภาพมาเลเซียรั้งอันดับ 2 คว้า 90 ทอง 85 เงิน 84 ทองแดง ส่วนอันดับอื่น ดังนี้ (ทอง-เงิน-ทองแดง) 4.เวียดนาม (40-61-60), 5.ฟิลิปปินส์ (20-20-29), 6.พม่า (11-15-17), 7.สิงคโปร์ (10-18-24), 8.บรูไน (2-6-6), 9.ติมอร์ เลสเต้ (2-0-1), 10.กัมพูชา (0-5-5) และ 11.ลาว (0-4-4)
“บิ๊กเสือ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า อินโดนีเซีย และมาเลเซียเตรียมตัวดี ส่วนไทยเตรียมตัวดีเช่นกัน แต่กีฬาย่อมมีแพ้ชนะ และเราต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องกลับไปพิจารณาตัวเอง ประเมินจุดอ่อน และแก้ไขส่วนบกพร่องคือ การสร้างนักกีฬาหน้าใหม่ โดยจะต้องวางแผนเฟ้นหาหน้าใหม่เสริมทัพ และฝึกฝนให้ทดแทนหน้าเก่าให้ได้ รวมถึงการเปรียบเทียบเชิงลึกของแต่ละสมาคมกีฬาคนพิการต้องลึกซึ้งกว่านี้
นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ไทยจะไม่สามารถรักษาเจ้าทองไว้ได้ แต่เป้าหมายจริงๆ แล้วอยู่ที่พาราลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ครั้งนี้ได้ส่งนักกีฬาหน้าใหม่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อต่อยอดพัฒนาสร้างคลื่นลูกใหม่ตามนโยบาย ซึ่งทุกคนทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว










