ตามที่ “บิ๊กเสือ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ดำรงตำแหน่งมาแล้ว 3 ปี และจะมีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งก่อนหน้านี้ “มาดามน้อง” นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความเห็นส่วนตัวว่า นายสกลทำหน้านี้ได้ดีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และอยากได้คนที่ทำงานต่อเนื่อง ซึ่งจะต่ออายุการทำงานอีกวาระหรือไม่ขั้นอยู่กับบอร์ด กกท.นั้น
ล่าสุด นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เปิดเผยว่า เท่าที่ได้ตรวจสอบข้อบังคับต่างๆ แล้วหลังจากนายสกลเกษียณอายุราชการจะไม่สามารถต่ออายุออกไปอีกวาระได้ เนื่องจากเท่าที่ได้เช็กแล้ว นายสกลติดขัดในเรื่องของการต่ออายุ ซึ่งไม่เพียงพอในการรับตำแหน่งในวาระต่อไป แต่ถือว่านายสกลตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของนายสกลมีความสำคัญ เพราะเป็นการวางรากฐานให้ดีที่สุด และค่อนข้างเคลียร์ รวมทั้งก็ตั้งใจทำให้ดี และถูกต้อง
“ที่ผ่านมาคุณสกลถือว่าได้ทำให้การดำเนินงานของการกีฬามีความชัดเจน ซึ่งเรามุ่งเน้นให้กีฬาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เราเน้นที่จะทำยังไงให้สมาคมกีฬาต่างๆ มีความสามัคคีกันมากขึ้น และมีการทำงานกันอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น รวมทั้งการประสานงานกับทางคณะกรรมการโอลิคแห่งประเทศไทยฯ, การพัฒนากีฬาอาชีพร่วมกับกีฬาเป็นเลิศ และการทำงานรวมกับคณะกรรมการกองทุนต่างๆ ซึ่งคุณสกลทำหน้าที่ได้ดี และวางแนวทางเอาไว้ได้ชัด”นางกอบกาญจน์กล่าว
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ก็จะตั้งมั่นในกระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ให้ดีที่สุดต่อไป โดยได้วางแผนว่าจะพยายามให้เกิดขั้นตอนในการสรรหาภายในปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า หรืออย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนที่นายสกลจะหมดวาระไป เนื่องจากต้องการนายสกลมอบหมายงานให้กับผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ในเวลาอย่างน้อย 2 เดือนด้วย
“เราก็จะใช้ขั้นตอนสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ 3-6 เดือน เพื่ออยากให้มีเวลาในการถ่ายทอดงานกันสัก 2 เดือน ซึ่งเท่ากับว่ากระบวนการสรรหาก็จะเริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ หรือไม่ก็ภายในต้นปีหน้า โดยในการประชุมบอร์ด กกท.หนหน้าก็จะมีการรายงานเรื่องนี้เข้าที่ประชุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องการให้มีความต่อเนื่องจากรากฐานเดิมที่เราได้วางกันเอาไว้ในเรื่องยุทธศาสตร์กีฬาในด้านต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องไป” นางกอบกาญจน์กล่าว
นางกอบกาญจน์กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ก็จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีความต่อเนื่อง เพราะงานหลายด้านต้องการความต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมนักกีฬาไปสู่โอลิมปิกเกมส์ 2020, โครงการศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ, การบริหารจัดการกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ, แผนการสู่สปอร์ตฮับ และสปอร์ตเดสติเนชั่น ซึ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด รวมทั้งการจัดประชุมสปอร์ต แอคคอร์ด และการเป็นเจ้าภาพโมโตจีพีในปีหน้าด้วย

