นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจากกลับมาทำหน้าที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นครั้งที่ 3 หลังจากเคยดำรงตำแหน่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั้น มีความเห็นว่า อยากเชิญชวนให้คนในสายกีฬาไปไล่อ่านแผนพัฒนากีฬาชาติที่เพิ่งเริ่มปี 2560-2564 ตนได้บอกในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงว่า แผนพัฒนาด้านกีฬา กับท่องเที่ยวเริ่มปีเดียวกัน และประกาศใช้ในห้วง 4 ปีชุดเดียวกัน แผนยุทธศาสตร์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ออก 2560-2564 ซึ่งเปรียบเสมือนการร้องเพลงพร้อมๆ กัน เนื้อมันควรจะเป็นเพลงเดียวกันหรือไม่ จากที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดว่าทุกแผนนั้นเขียนเนื้อเพลงชุดเดียวกัน ใช้ประโยชน์จากแผนที่ทำกันมาในแนวทางเดียวกัน แทนที่จะทำกันคนละทิศละทาง การทำงานทุกอย่างให้เกาะที่แผน ถ้าตรงไหนที่คิดว่าแผนบกพร่องก็หันหน้ามาซ่อมกัน ตนไม่อยากให้ตัวกิจกรรมเป็นการเรียงหินเข้าไปในสนามโดยไม่มีแผน ถ้าเราเดินตามยุทธศาสตร์ตนคิดว่าจะใช้หินน้อยแผ่นแต่เราจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่เราอยากจะได้ร่วมกัน คนก็อยากจะให้อุตสาหกรรมกีฬา และทุกๆ กิจกรรมตามยุทธศาสตร์กีฬาขั้นพื้นฐาน, มวลชน, เป็นเลิศ และอาชีพ เต็มไปด้วยสปิริตนักกีฬา มีราคา เต็มไปด้วยความโปร่งใส เชื่อถือได้ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศเป็นเรื่องที่ทำให้มีความมุ่งมั่นพร้อมวางแผนล่วงหน้า มีการวางแผนหาช้างเผือกอายุน้อยเข้ามาตั้งแต่เยาว์วัย และเราก็เป็นผู้สนับสนุนที่ดีพอ เงินอัดฉีดอาจไม่ใช่สาระสำคัญในอนาคตอีกต่อไป ปัจจุบันเราเห็นว่าภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุน และส่งนักกีฬาไปแข่งมากมาย
นายวีระศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จเรื่องกีฬาของผมนั้น ผู้เกี่ยวข้องใส่เคพีไอมาขโยงหนึ่งแล้ว ผมไม่พยายามที่จะไปเพิ่มภารกิจให้ท่านต้องปวดหัว แต่ผมคิดว่าตัวชี้วัดผมไม่สำคัญเท่าตัวชี้วัดของประชาชน ทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับกีฬา รู้สึกว่าเขาสามารถออกกำลังกายโดยไม่ต้องพึ่งรัฐ แน่นอนเรามีสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาเยอะมากมายพอสมควร เราจะทำอย่างไรให้ชั่วโมงการใช้งานสอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือน เราต้องปรับเวลา ปรับปฏิทินให้สอดคล้องกับประชาชน แน่นอนครับว่าสิ่งที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องหมูๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ถ้าเราตั้งใจดูเราจะรู้ว่าการปรับครั้งนี้ปรับเพื่อให้ทันประชาชน”รมว.กีฬาป้ายแดงกล่าว
นายวีระศักดิ์กล่าวต่อไปว่า การเป็นเจ้าภาพกีฬาของประเทศไทยจะต้องคำนึงถึง 2 เรื่องคือ คุณค่า และมูลค่า เราได้เห็นแล้วว่า บางประเทศจัดกีฬาไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน ตนไม่ปฏิเสธงานใดเลย แต่คิดว่ากระบวนการคิดความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะฉะนั้นโมโตจีพีที่เราไปบิดมาเป็นเจ้าภาพตนคิดว่า ดีและควรทำอีก เวลาที่เหลือมีไม่มาก เราต้องลงมือทำ เราต้องลงไปทำให้หัวเข่าเปื้อน
รมว.กีฬา กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องสถานีโทรทัศน์กีฬา 24 ชั่วโมง “ที-สปอร์ต” อดีตที่เราจัดตั้งตอนนั้นมีไม่กี่ช่องทาง ตอนนี้มีล้น ส่วนการผลักดันให้ช่อง “ที-สปอร์ต” เป็นช่องหนึ่งในฟรีทีวีนั้น ต้องถามกลับว่าทุกวันนี้คนดูฟรีทีวีเหลืออยู่เท่าไหร่ คนดู 3 จอพร้อมๆ กัน จอมือถือ จอไอแพด และก็เปิดทีวีทิ้งเอาไว้ คิดว่าเราต้องก้าวให้ทันผู้รับสาร ผู้ส่งสารไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป

