นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอีกครั้งสำหรับวงการฟุตบอลไทย หลังจากที่ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เห็นนักเตะไทยอย่าง เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไปวาดลวดลายในการแข่งขันฟุตบอล เจลีก ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น กับสโมสร คอนซาโดเล่ ซัปโปโร
ล่าสุด มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงเบอร์หนึ่งทีมชาติไทย กำลังจะกลายเป็นนักเตะอีกรายที่ได้ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น หลังเซ็นสัญญายืมตัวไปอยู่กับ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า อีกหนึ่งทีมดังของเจลีก ที่คนไทยรู้จักและได้ยินชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
จริงๆ แล้วหากย้อนไป ฟุตบอลไทยกับฟุตบอลญี่ปุ่นนั้นมีความผูกพันกันมาเป็นระยะเวลานาน ก่อนหน้านี้เคยมีนักเตะไทยหลายรายที่ได้เดินทางไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยที่ฟุตบอลลีกญี่ปุ่นยังที่ไม่เป็นระบบอาชีพเหมือนปัจจุบันนี้
นักเตะไทยรายแรกผู้บุกเบิกไปค้าแข้งในแดนอาทิตย์อุทัยคือ โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เริ่มต้นค้าแข้งกับยันมาร์ ดีเซล หรือ เซเรโซ่ โอซาก้า ในปัจจุบัน ก่อนไปบุกเยอรมนี กับสโมสร แฮร์ธ่า เบอร์ลิน แล้วกลับมาอยู่กับมัตซึชิตะ หรือ กัมบะ โอซาก้า และปิดฉากที่การคุมทีม ไกนาเร่ ตอตโตริ
ทีมเจลีก 3 ในปี 2551
นอกจากนี้ยังมีนักเตะไทยอีกหลายคนที่ได้ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็น วรวรรณ ชิตะวณิช กับ พิชัย คงศรี ที่เคยเล่นให้กับ แทจิน มัตสึยาม่า, นที ทองสุขแก้ว, รณชัย สยมชัย ที่ตามรอยโค้ชเฮงไปอยู่กับมัตซึชิตะ, สมชาย ทรัพย์เพิ่ม, พิชิตพล อุทัยกุล และ พงศธร เทียบทอง ที่เคยอยู่กับ คอสโม่ออยล์
จนมาถึงคนสุดท้ายที่ได้บุกไปค้าแข้งแดนปลาดิบในสมัยที่ยังไม่เป็นลีกอาชีพเต็มตัว นั่นก็คือ ประเสริฐ ช้างมูล ที่ลงเล่นให้กับ คอสโม่ออยล์ ร่วมกับพงศธร เทียบทอง ในปี พ.ศ.2534 ก่อนจะย้ายกลับมาเมืองไทย พร้อมกับการก้าวสู่ฟุตบอลอาชีพเต็มตัวของญี่ปุ่น
จากนั้นนักเตะไทยเหมือนกับขาดหายจากวงการฟุตบอลญี่ปุ่นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าฟุตบอลไทยตอนนั้นยังไม่มีลีกอาชีพดังเช่นญี่ปุ่น ดังนั้นการจะไปค้าแข้งคงไม่ใช่เรื่องง่าย
กระทั่งช่วงที่โค้ชเฮงคุมทีมไกนาเร่ ตอตโตริ อยู่นั้น ได้ดึงลูกศิษย์ที่ ฉลามชล ชลบุรี เอฟซี อย่าง อดุล หละโสะ ไปเล่นที่ตอตโตริ ซึ่งอยู่ในเจลีก 3 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ได้ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น หลังจากยุคที่เปลี่ยนมาเป็นฟุตบอลอาชีพแบบจริงจัง
หลังจากนั้นนักเตะไทยส่วนใหญ่มักจะได้รับโอกาสในการไปทดสอบฝีเท้ากับบรรดาทีมในญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นชนาธิป สรงกระสินธ์, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ หรือ สิทธิโชค ภาโส
หรือหลายๆ ครั้งนักเตะไทยที่ฟอร์มดีก็มีข่าวกับสโมสรในญี่ปุ่นเช่นกัน อย่างเช่น อุ้ม ธีราทร บุญมาทัน แบ๊กซ้ายตัวเก่งทีมชาติไทย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ไปค้าแข้งในญี่ปุ่นเสียที
ส่วนหนึ่งอาจจะต้องบอกว่าด้วยกฎของผู้เล่นต่างชาติในเจลีกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักเตะไทยนั้นมีโอกาสได้ไปโชว์ฝีเท้าน้อย เพราะถ้าหากไม่เจ๋งจริง ก็จะอยู่ได้ยาก และถูกบรรดานักเตะต่างชาติคนอื่นๆ เบียดไปได้
แต่สุดท้ายด้วยฝีเท้าของนักเตะไทยที่พัฒนาขึ้นมา จากการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของฟุตบอลลีกของไทยอย่างศึก ไทยลีก จนก้าวขึ้นมาทวงเบอร์ 1 ของอาเซียน จากการคว้าแชมป์ซีเกมส์ 3 สมัยติดต่อกัน และแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2 สมัยติดต่อกัน ทำให้นักเตะไทยกลายเป็นที่สนใจของลีกญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น
และชนาธิปกลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ค้าแข้งในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นอย่างเจ-ลีก ซึ่งมีการเซ็นสัญญาล่วงหน้าตั้งแต่เดือนธันวาคมปี พ.ศ.2559 ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีครึ่ง ไปอยู่กับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร
การเซ็นสัญญาลักษณะนี้ทำให้ชนาธิปได้ช่วยต้นสังกัด กิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ลงเล่นครึ่งฤดูกาล ก่อนย้ายไปในเดือนมิถุนายน ช่วงเลกสองของเจลีก ญี่ปุ่น
ชนาธิปสามารถสร้างผลงานกับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ได้อย่างยอดเยี่ยม ลงสนาม 16 นัด รวมเวลา 1,346 นาที และทำไป 1 แอสซิสต์ด้วยกัน แถมมีส่วนสำคัญที่พาทีมจบอันดับ 11 ของตาราง จากที่ก่อนย้ายไปนั้นอยู่ในอันดับที่ 15 และต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอยู่
นอกจากชนาธิปแล้ว ในปีที่ผ่านมายังมีนักเตะไทยอีก 2 คนที่ได้ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น คือ ย้า สิทธิโชค ภาโส ที่ลงเล่นให้กับ คาโงชิม่า เอฟซี และ ไอซ์ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ที่ได้เล่นให้กับเอฟซี โตเกียว ทีมยู-23 ลงแข่งขันในเจลีก-3 และเจ้าตัวสามารถทำประตูได้ด้วย
จนถึงรายล่าสุดที่จะได้ไปบรรเลงเพลงแข้งในเจลีก ญี่ปุ่น ก็คือ เอล แดงดา ดาวยิงเบอร์ 1 ของทีมชาติไทยนั่นเอง
ในเรื่องของการเล่นต่างประเทศนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของกองหน้าวัย 29 ปี เพราะเขาเคยผ่านการไปฝึกฝีเท้ากับ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ประเทศอังกฤษ และ ตราหมี แอตเลติโก้ มาดริด ที่ลาลีก้า สเปน มาแล้ว รวมถึงเคยได้สัญญายืมตัวไปอยู่กับ อัลเมเรีย ในศึกลาลีก้า สเปน และสามารถทำประตูในฟุตบอลถ้วยที่สเปนได้ด้วย
จริงอยู่ที่การไปญี่ปุ่นครั้งนี้ มุ้ยไปในแบบที่มีประสบการณ์มากขึ้น เขาอาจจะเคยชินกับการเล่นต่างประเทศมาแล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่ต้องต่อสู้หนักคือทีมอย่างซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า มีกองหน้าอยู่ในทีมถึง 8 รายด้วยกัน ทำให้อาจจะต้องฟันฝ่าหนักหากต้องการเป็นตัวจริง ได้ลงสนามต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามนี่คือโอกาสที่ดีสำหรับนักเตะไทย ถ้าหากว่าทั้งมุ้ยและเจสามารถทำผลงานสนั่นเจลีกได้ จะยิ่งเป็นโอกาสให้นักเตะไทยมีโอกาสมากขึ้น
ยิ่งในฤดูกาลหน้าจากการทำบันทึกข้อตกลงของเจลีกกับไทยลีก ทำให้นักเตะไทยนั้นได้รับสิทธิลงสนามในฐานะนักเตะญี่ปุ่น กลายเป็นว่านักเตะไทยจะไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งโควต้านักเตะต่างชาติกับคนอื่นๆ และแต่ละทีมเจลีกสามารถมีนักเตะไทยได้หลายคน
ดังนั้นในทีมชาติไทยยังคงมีนักเตะที่มีฝีเท้าดีอีกหลายคนที่พร้อมจะไปค้าแข้งในเจลีกได้ ไม่ว่าจะเป็น อุ้ม ธีราทร บุญมาทัน, ตอง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ตั้ม ธนบูรณ์ เกษารัตน์ หรือ นิว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับกันว่าการจะพัฒนาทีมชาติไทยให้ก้าวขึ้นไปในระดับเอเชีย องค์ประกอบหนึ่งคือต้องมีนักเตะไทยออกไปค้าแข้งต่างประเทศให้มากๆ ดังนั้นนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการที่นักเตะไทยได้ไปเล่นในเจลีก
อนาคตอาจจะได้เห็นนักเตะไทยเดินชนกันในสนามเจลีกเป็นว่าเล่นก็เป็นได้….

