“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) เป็นประธานประชุม บอร์ด กกท. ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 มกราคม สรุปสาระสำคัญดังนี้
ที่ประชุมให้ความเห็นชอบจัดสรรงบประมาณอุดหนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ที่รับรองโดย กกท. , สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด และคณะกรรมการกีฬาจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย เงินอุดหนุน สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 77 สมาคม เป็นเงิน 130,557,540 บาท, เงินอุดหนุนสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด จำนวน 77 สมาคม เป็นเงิน 57,530,000 บาท และเงินอุดหนุนคณะกรรมการกีฬาจังหวัด จำนวน 76 จังหวัด เป็นเงิน 11,400,000 บาท นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบผลการพิจารณาจังหวัดที่เสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 35 (พ.ศ. 2562) ได้แก่ จ.บุรีรัมย์
หลังการประชุมนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะรองประธาน บอร์ด กกท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีหารือในเรื่องของการสรรหาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยคนใหม่ โดย พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานบอร์ด กกท. จะเป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาทำหน้าที่ โดยตามหลักแล้วตั้งเป้าให้ได้ตัวผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ ก่อนที่คนเก่าจะหมดวาระลง เพื่อที่จะได้มีการส่งมอบงานให้กันได้ราบรื่น แต่ถ้าหากทำไม่ได้จริง ตามกฎหมายแล้วผู้ว่าการ กกท. คนเก่าสามารถ “รักษาการ” เอาไว้ได้ภายใน 1 ปีเช่นกัน
นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องสำคัญในที่ประชุมคือ การซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ให้ประชาชนชาวไทยได้ชมนั้น ทาง พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ กกท. ไปศึกษาแนวทางว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และจะให้ กกท. เป็นคนกลางในการประสานงานระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับเอกชน โดยเงินที่จะนำไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกนั้น จะต้องเป็นเงินจากภาคเอกชน โดยไม่ใช้เงินภาษีจากรัฐบาล
ด้าน “บิ๊กเสือ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการ กกท. กล่าวถึงเรื่องการดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกว่า พล.อ.ประวิตร ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้ชมฟุตบอลโลก และให้ กกท. มาหาแนวทางโดยที่จะต้องไม่ใช้เงินภาษีจากประชาชน โดยในเร็วๆ นี้ คงจะต้องเชิญภาคเอกชนต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาร่วมกันหารือ เพื่อที่จะต้องการหาเงินสำหรับค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกราว 1,300 ล้านบาท ให้ได้ครบโดยเร็ว ก่อนที่จะทำการติดต่อกับผู้ถือลิขสิทธิ์
“การพูดคุยทั้งหมดจะต้องรีบทำโดยด่วน ให้เสร็จภายในเดือนมกราคม เพราะเกรงว่าจะไม่ทันการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ และสิ่งสำคัญคือ จะต้องได้ลิขสิทธิ์มาครบทุกคู่ 64 นัดด้วย” บิ๊กเสือกล่าวในตอนท้าย
อนึ่งสำหรับ กสทช. นั้น เป็นหน่วยงานที่ออกกฎ “มัสต์แฮฟ” ระบุว่า ฟุตบอลโลก เป็น 1 ใน 7 กีฬา ที่คนไทยต้องได้ดูถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีครบทุกนัด ทำให้ภาคเอกชน ไม่กล้าลงทุนไปซื้อลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้ กสทช. แก้ไขกฎเพื่อเปิดทางให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลก แต่ กสทช. ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ออกมา



