ความเคลื่อนไหวการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กลุ่มเอฟ ระหว่าง “ช้างศึก” ทีมชาติไทย กับทีมชาติอิรัก ที่สนามกลางปาส กาวามิน สเตเดียม กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน วันที่ 24 มีนาคม เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดช่องวัน 31 ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มีนาคม มีการแถลงข่าวความพร้อมของทั้งสองทีม
“โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า สภาพนักเตะทุกคนสมบูรณ์ และถือเป็น 23 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของไทย นัดนี้เป็นเกมที่มีความหมายกับไทยมาก การมาครั้งนี้ต้องการชัยชนะ หรืออย่างน้อยต้องมี 1 แต้ม เพราะจะไปหวังให้อิรักพลาดในนัดสุดท้ายไม่ได้ เชื่อว่าความกดดันจะตกกับอิรักที่ต้องชนะเท่านั้น ยอมรับว่าเจ้าบ้านเป็นทีมที่แกร่ง แต่จะเล่นให้สนุก สำหรับยูนิส มาห์มูด กองหน้าตัวเก๋าของอิรักนั้นเคยปะทะแข้งกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะ แม้อายุจะมากแล้ว แต่อันตราย อย่างไรก็ตาม อิรักน่ากลัวแทบทั้งทีม ใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ผสมชุดอายุไม่เกิน 23 ปีที่ผ่านเข้ารอบโอลิมปิกเกมส์ 2016 ดังนั้นจะไม่พะวงกับมาห์มูดคนเดียว แต่ต้องตั้งสมาธิกับทั้งทีม
ฝั่งยาห์ยา อัลวาน กุนซืออิรัก แสดงความมั่นใจว่าลูกทีมศักยภาพดีกว่า และมีดีพอจะเอาชนะทีมชาติไทย เพื่อกรุยทางสู่การคว้าแชมป์กลุ่มให้ได้
สำหรับผู้เล่น 11 คนแรกของไทยที่คาดว่าจะลงสนาม ระบบ 4-3-3 ประกอบด้วยกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (ผู้รักษาประตู), ธีราทร บุญมาทัน, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, กรวิทย์ นามวิเศษ, ทริสตอง โด, สารัช อยู่เย็น, ปกเกล้า อนันต์, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, มงคล ทศไกร และ “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ขณะที่อิหร่านจะไม่มีอาเหม็ด ยาซิน ปีกขวาที่เล่นในสวีเดน กับยาเซอร์ คาซิม กองกลางที่เล่นกับสวินดอน ทาวน์
สถานการณ์ล่าสุดกลุ่มนี้ ไทยเตะ 5 นัด ยังไม่แพ้ใคร มี 13 แต้ม ส่วนอิรัก 4 นัด 8 แต้ม ไทยต้องการแค่ผลเสมอก็จะได้แชมป์กลุ่ม ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลกโซนเอเชีย พร้อมทั้งเข้ารอบสุดท้ายเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทันที ส่วนสถิติการพบกัน 14 ครั้ง ไทยชนะ 2 ครั้ง เสมอ 4 ครั้ง และอิรักชนะ 8 ครั้ง

