“บิ๊กเสือ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) และนายสุรพล อุทินทุ ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ร่วมลงนามสัญญาการสนับสนุนสิทธิประโยชน์กลางระหว่าง กกท. กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา กกท.หัวหมาก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์
นายสกลกล่าวว่า กกท.ได้นำระบบธุรกิจ และสิทธิประโยชน์มาใช้ โดยได้เชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนากีฬาของประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมสำคัญที่สุดคือ การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และกีฬาแห่งชาติ โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จะสนับสนุนเครื่องดื่มเกลือแร่ 100 พลัส ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2561-2564 รวมมูลค่า 20 ล้านบาท
นายสุรพลกล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยเบฟเวอเรจสนับสนุนวงการกีฬามาอย่างต่อเนื่องรวมระยะเวลากว่า 30 ปี เชื่อว่าการร่วมมือกับ กกท.ครั้งนี้จะช่วยให้ กกท.สามารถนำไปพัฒนากีฬาได้ในทุกระดับ
ผู้ว่าการ กกท.กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ประเทศไทยจะถ่ายทอดสดใน 3 ช่อง ได้แก่ ทีเอ็นเอ็น 24, อัมรินทร์ทีวี ช่อง 34 และช่อง 8 ว่า ยังไม่มีการเลือกช่อง และยังไม่ได้คืบหน้าไปจนถึงจุดนั้น ต้องมีการหารือกับผู้สนับสนุนทั้ง 7 บริษัทให้เรียบร้อยอีกครั้ง ส่วนการซื้อลิขสิทธิ์ได้ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์ประสานงานกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ค่าลิขสิทธิ์อยู่ที่ 1,400 ล้านบาท ตกเจ้าละ 200 ล้านบาทเหมือนที่กำหนดกันไว้
“ตอนนี้ยังไม่กำหนดว่าช่องไหน ต้องหารือกันอีกพอสมควร แต่ยืนยันว่าได้ดูแน่นอน การซื้อลิขสิทธิ์จะจบลงในไม่กี่วันนี้ คาดว่าไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์จะบอกรายละเอียดที่สมบูรณ์ได้” นายสกลกล่าว
ทั้งนี้ 7 บริษัทที่เข้ามาร่วมมือกันซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มบริษัทในเครือคิง เพาเวอร์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร(ซีพีเอฟ), บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) บริษัท กัลฟ์ อิเลคทริก จำกัด (มหาชน) หรือ “กัลฟ์” และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
โดยก่อนหน้านี้มีการระบุว่า จะเลือกถ่ายทอดสด 3 ช่องโดยพิจารณาจากช่องที่มีเรตติ้งดีที่สุด


