หลังจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ต่อสัญญากับ มิโลวาน ราเยวัช คุมทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ออกไปอีก 2 ปี จนถึงปี ค.ศ.2020 โดยมีภาระกิจสำคัญคือ ฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)
นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เปิดเผยว่า สัญญาใหม่ของ ราเยวัช มีการขึ้นค่าตอบแทนเพิ่มจากเดิม แต่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นความพึงใจของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะมีการประเมินผลงาน หลังจากครบ 1 ปี หรือจบฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ ในปีหน้า ที่ยูเออี โดยรายการนี้ ทีมไทยยังไม่เคยผ่านรอบแบ่งกลุ่มเลย ดังนั้น สมาคมฯ จึงตั้งความหวังว่า จะเข้ารอบ 2 ให้ได้ ซึ่งหาก ราเยวัช ทำผลงานได้ดี ก็จะมีการเพิ่มเงินค่าตอบแทน ขณะเดียวกัน หากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า ก็เป็นไปได้ว่าจะยกเลิกสัญญา
นายพาทิศ กล่าวต่อว่า สำหรับรายการเอเชียนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งกำหนดอายุไม่เกิน 23 ปี ทาง ราเยวัช ก็คงไม่ไปเกี่ยวข้องอะไร เพราะมีงานเต็มมือสำหรับทีมชุดใหญ่อยู่แล้ว ส่วนศึกชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018” ในช่วงปลายปีนี้ สมาคมฯ ไม่ได้ให้นโยบายว่า ราเยวัช จะใช้นักเตะชุดไหน ทั้งหมดแล้วแต่การตัดสินใจของกุนซือเซิร์บคนเดียวเท่านั้น สมาคมฯ ไม่มีปัญหา เพียงแต่ระบุว่า เป้าหมายหลักคือ เอเชียนคัพ 2019
“เป้าหมายของเราคือเอเชียนคัพ 2019 ส่วน ซูซูกิคัพ ราเยวัช จะใช้ชุดไหนไปก็แล้วแต่ ซึ่งการตัดสินใจ ก็ต้องเพื่อมุ่งเป้าไปที่เอเชียนคัพเท่านั้น เราได้คุยกันว่า ทีมไทยกับระดับอาเซียนนั้น เราต้องมองให้เหมือน ญี่ปุ่นที่มองระดับเอเชีย คือเขาจะมองข้ามไปยังระดับที่สูงกว่าแล้ว ส่วนเรื่องที่สปอนเซอร์หลักของรายการ ได้มีข้อตกลงว่าต้องเอาชุดใหญ่ไปแข่งนั้น ก็ไม่ถึงกับบังคับว่าต้องเป็นชุดดีที่สุดทั้งทีม ทุกตำแหน่ง ความหมายคือ ต้องเอานักเตะชุดใหญ่ไปบ้าง ไม่ใช่ว่า ส่งชื่อไปแล้วเขาไม่รู้จักเลย” นายพาทิศ กล่าว
โฆษกสมาคมลูกหนัง กล่าวปิดท้ายว่า ในส่วนของเอเชี่ยนเกมส์นั้นตอนนี้รอทางด้านของ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เสนอรายชื่อของผู้ที่จะทำหน้าที่โค้ชทีมชาติไทยในระดับเยาวชนทุกชุดมาให้เรียบร้อยก่อน ก็จะรู้ว่าใครเป็นผู้ที่นำทีมชาติไทยไปแข่งขันในเอเชี่ยนเกมส์ เดือนสิงหาคมนี้

