เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ กลุ่มตัวแทนคณาจารย์จากสถาบันการพลศึกษา (สพล.) และโรงเรียนกีฬา เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อชี้แจงและเรียกร้องให้มีการกลับไปเริ่มต้นกระบวนการสรรหา “อธิการบดี สพล.” คนใหม่ให้ถูกต้องตามข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา พ.ศ.2548 ระบุไว้
ผู้สื่อข่าว “มติชน” สอบถามไปยัง ดร.ประกิต หงษ์แสนยาธรรม อดีตรองอธิการบดี สพล. ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้อธิการบดีในการสรรหาครั้งล่าสุด โดยได้รับการชี้แจงว่า ตนเข้าใจว่ากลุ่มคณาจารย์ที่มายื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเนื่องจากมองว่า กระบวนการสรรหาอธิการบดี สพล. ที่มีนางนฤมล ศิริวัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานนั้น ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ โดย สภาสถาบันการพลศึกษา ที่มี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นนายกสภาฯ นั้น ได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายปริวัฒน์ วรรณกลาง ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สพล. ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 โดยมีวาระ 4 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อกระบวนการต่างๆ เดินหน้าไป ได้มีกลุ่มอาจารย์จากวิทยาเขตศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ยื่นคัดค้านการสรรหาว่าไม่ถูกต้อง ทำให้นายวิษณุ เครืองาม สั่งเบรกเรื่องการเสนอชื่อตามขั้นตอนทั้งหมดพร้อมกับสั่งการให้คณะกรรมการสรรหาที่มีนางฤมล ศิริวัฒน์ เป็นประธาน ตรวจสอบข้อร้องเรียนเพื่อทำให้ทุกอย่างโปร่งใส สง่างาม
ดร.ประกิตกล่าวต่อว่า ประเด็นที่กลุ่มคณาจารย์คัดค้านกระบวนการสรรหาและมองว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับข้อ 7 (1) ที่ระบุว่า ให้สภาสถาบันการพลศึกษาประเมินสถานภาพของ สพล. และกำหนดให้มีการจัดทำแนวทางพัฒนาและแก้ปัญหาของ สพล. ใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา โดยให้ยึดเป็นกรอบในการเสนอชื่อผู้เหมาะสมชิงตำแหน่งอธิการบดี ส่วนอีกข้อคือ ข้อ 7 (2) ให้หน่วยงานระดับคณะหรือเทียบเท่าเสนอผู้เหมาะสมชิงตำแหน่งไม่เกิน 2 คน โดยคณะกรรมการสรรหาฯ กำหนดให้หน่วยงานที่มีสิทธิเสนอชื่อคือ สำนักอธิการบดี, สพล. 17 วิทยาเขต และโรงเรียนกีฬา 11 แห่งทั่วประเทศ แต่ต่อมาในปี พ.ศ.2555 ได้มีการแก้ไขให้หน่วยงานโรงเรียนกีฬา 11 แห่งเป็นหน่วยงานหนึ่งใน สพล. ดังนั้นจึงจะถือว่าเทียบเท่าไม่ได้ จึงมีการร้องเรียนกันไปมา อย่างไรก็ตามเมื่อนางนฤมล เรียกผู้ร้องเรียนมาชี้แจงกลับเดินหน้าต่อพร้อมกับทำหนังสือถึงนายวิษณุ เครืองาม เพื่อให้นำชื่อนายปริวัฒน์ เสนอขอความเห็นชอบต่อไป
“จุดยืนของผมและคณาจารย์คือ ใครก็ได้จะมาเป็นอธิการบดี แต่ต้องผ่านกระบวนการสรรหาที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะไม่สง่างาม เราไม่ได้บอกว่าคุณปริวัฒน์ผิดแต่เรากำลังบอกว่ากระบวนการสรรหาผิด ทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่ายคือ ให้กลับไปเริ่มต้นกระบวนการสรรหากันใหม่ ตรวจสอบความถูกต้องกันใหม่ก่อนจะเดินหน้าต่อไม่เช่นกันก็จะมีเหตุการณ์ร้องเรียนกันไป ร้องเรียนกันมาอยู่อย่างนี้” ดร.ประกิตกล่าว
ด้านนายปริวัฒน์ วรรณกลาง ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องวาระที่ 2 ติดต่อกัน แต่ ณ ขณะนี้ไม่สามารถเข้าไปบริหารงานได้เพราะกระบวนการยังไม่สะเด็ดน้ำ เปิดเผยกับ “มติชน” ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนและคณาจารย์ส่วนหนึ่งก็ได้เข้ายื่นหนังสือกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เช่นกันเพื่อเรียกร้องให้ช่วยติดตามเร่งรัดกระบวนการแต่งตั้งอธิการบดี สพล. คนใหม่เนื่องจากเวลานี้งานของ สพล. สะดุดมานานกว่า 5 เดือนเพราะที่ผ่านมาต้องให้นายกอบกิจ ธรรมานุชิต ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี สพล. เรื่องกระบวนการสรรหาซึ่งกลุ่มตัวแทนคณาจารย์หยิบยกมาเป็นประเด็นนั้น จริงๆ แล้วในข้อบังคับสภาสถาบันการพลศึกษา ระบุไว้ชัดเจนว่า หากมีปัญหาใดๆ ในกระบวนการสรรหาให้นายกสภาสถาบัน ซึ่งก็คือ ดร.วิษณุ เครืองาม ตัดสินใจถือว่าเป็นที่สุด ซึ่งสภาฯ ก็ได้เห็นชอบให้ตนดำรงตำแหน่งไปอยู่แล้ว การจะเปลี่ยนแปลงมติหรือล้มกระดานการสรรหาดังกล่าว ถือว่าผิดกฎหมาย
“ผมเข้าใจว่าต้องการให้มีการล้มกระดานการสรรหาครั้งนี้ หรือเตะถ่วงเอาไว้ก่อนเพื่อรอให้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติประกาศใช้เพื่อจะได้มีการเลือกคนของตัวเองเข้ามาทำหน้าที่คุมมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ แต่ต้องเข้าใจนะว่าตอนนี้งานทุกอย่างมันสะดุดไปหมด ยังไม่เข้า สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) เลยด้วยซ้ำ อยากให้มีการแต่งตั้งตามกระบวนการโดยเร็วที่สุด อยากจะบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า แพ้ให้เป็น และชนะให้เป็น” นายปริวัฒน์กล่าว
ขณะที่นางนฤมล ศิริวัฒน์ ประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี สพล. ชี้แจงว่า คณะกรรมการสรรหาทุกท่านประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากสภาสถาบันการพลศึกษา การทำงานของคณะกรรมการใเวลาประมาณ 2 เดือน และขอยืนยันได้เลยว่า การสรรหาทุกขั้นตอนดำเนินการโดยยึดตามระเบียบข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา พ.ศ.2548 อย่างเคร่งครัด และทำงานอย่างโปร่งใส ประเด็นที่อยากจะถามกลับไปคือ เรื่องนี้ผู้ร้องเรียนไม่ได้ร้องเรียนเพื่อตัวเองเลย แล้วจะร้องเรียนทำไม การร้องเรียนมันต้องมีกรอบเวลาที่กำหนด ต้องเป็นการร้องเรียนเพื่อตัวเอง ดังนั้นเรื่องนี้คิดว่าน่าจะจบไปตั้งนานแล้ว ไม่น่าจะคาราคาซังอยู่
“อยากบอกว่าอย่าพยายามกันอีกเลย เพราะมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก กระบวนการสรรหาก็ถูกต้องตามข้อบังคับเป๊ะๆ ทั้งข้อ 7 และข้อ 8 ขอให้ยุติเถอะ สถาบันจะได้เดินหน้าทำงานอย่างเต็มตัว” นางนฤมลกล่าว



