นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมายังไม่ได้พูดคุยกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด กกท. ในประเด็นของนายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการ กกท.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ว่าจะต้องทำอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสก็จะหารือกับ พล.อ.ประวิตร เพื่อนำเสนอประเด็นสำคัญว่า จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากให้นายสกลได้ทำหน้าที่ต่อหลังเกษียณอายุราชการ เนื่องจากงานใหญ่อย่างการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” ในเดือนตุลาคมนี้ ยังขาดคนมาเชื่อมกับทุกฝ่าย
“ไม่ใช่แค่นายสกลที่จะเกษียณอายุราชการไป ในส่วนนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการ จังหวัดบุรีรัมย์ ก็จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้อีกด้วย ทั้งคนที่ไปประสานงานมาตั้งแต่แรกกับดอร์นา สปอร์ต และผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เจ้าของพื้นที่ก็เกษียณอายุราชการอีก ขณะที่ผมเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง มองตรงนี้คนที่จะเชื่อมกับทุกๆ ฝ่ายได้เป็นอย่างดี แทบจะไม่เหลือ จึงมองว่าหากนายสกลได้ทำหน้าที่ต่อไปอีกระยะก็น่าจะเป็นเรื่องดี ส่วนจะเป็นวิธีการใดที่จะทำให้นายสกลได้ทำงานต่อยังต้องศึกษาข้อกฎหมายต่อไป” นายวีระศักดิ์กล่าว
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท. ที่ได้ตั้งแต่คณะกรรมการขึ้นมาแล้วนั้น ก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ ไม่มีปัญหาอย่างใด เพียงแต่ว่ากว่ากระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่จะเสร็จสิ้น คงต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างน้อยคงไม่ทันโมโตจีพีแน่นอน ดังนั้น ถ้าได้นายสกลมาขัดตาทัพไปก่อนก็ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว
ด้านนายสกลกล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่จะพิจารณาอย่างไร แต่เชื่อว่าเหตุผลที่นายวีระศักดิ์ออกมาระบุเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะต้องการให้ตนที่ไปลงนามจัดโมโตจีพีตั้งแต่แรก ได้เข้ามาช่วยบริหารสัญญาการจัดงาน ทั้งด้านต่างประเทศกับดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของสิทธิ และในประเทศกับบริษัทบุรีรัมย์ฯให้เรียบร้อยในปีแรกผ่านพ้นไปก่อน เนื่องจากหากการบริหารสัญญาไม่ดีก็จะเกิดผลเสียตามมาหลายด้าน
“เดิมรัฐบาลสนับสนุนการจัดการแข่งขันปีละ 100 ล้านบาท และที่เหลืออีก 200 ล้านบาทเป็นของเอกชนที่จะเข้ามาร่วมกันสนับสนุน แต่ถ้ากรณีเอกชนเข้ามาสนับสนุนไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ และรัฐบาลต้องสนับสนุนเพิ่ม หรือโดยรวมๆ แล้วเราไม่สามารถหางบประมาณได้ปีละ 300 ล้านบาทในการจัด ก็จะส่งผลกระทบต่อสัญญาที่ไปลงนามไว้ ถือเป็นผลเสีย และอาจจะมีการฟ้องร้องกันตามมาในภายหลังได้” นายสกลกล่าว

