หน้าแรก กีฬา เที่ยวชมสิ่งม...

เที่ยวชมสิ่งมหัศจรรย์’ทะเลสาปเดดซี-นครเพตรา’–ก่อนลุ้น’แข้งสาวไทย’ดวล’ออสซี่’รอบรองฯศึกชิงแชมป์เอเชีย(คลิป)

17.04.18 | 12:17 น.

ขณะที่ทัพ “ชบาแก้ว” ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่คว้าสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ประเทศฝรั่งเศส เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีโปรแกรมลงแข่งรอบรองชนะเลิศ ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2018 พบกับ ออสเตรเลีย วันที่ 17 เมษายน 2561 ที่สนามคิง อับดุลลาห์ ที่ 2 กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ประมาณ 20.45 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทีมผู้สื่อข่าวมติชน ที่เดินทางไปเกาะติดความเคลื่อนไหวทัพชบาแก้ว นอกจากผลการแข่งขันแล้ว ยังมีเรื่องราวนอกสนามแข่งขัน นั่นคือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศจอร์แดน ทั้ง ทะเลสาปเดดซี และ นครเพตรา แหล่งอารยธรรมมรดกโลก มาฝากคุณผู้อ่าน ติดตามบรรยากาศได้จากคลิป

ทะเลสาปเดดซี (Dead Sea) หรือ ทะเลมรณะ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก อยู่ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดน รัฐปาเลสไตน์ และอิสราเอล ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนด้านตะวันออก แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ โดยมีแหลมอัลลิซาน (แปลว่า ลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า ล้อมรอบพื้นที่ 3/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนความลึกนั้นประมาณ 400 เมตร แอ่งตอนเหนือนั้นเล็ก และตื้น (ลึกประมาณ 3 เมตร) ในสมัยที่เขียนคัมภีร์ไบเบิล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร

ชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีว่า “อัลบาห์รัลไมยิต” หมายความว่า ทะเลมรณะเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ขณะที่ภาษาฮีบรูเรียกว่า “ยัมฮาเมละฮ์” หมายความว่า “ทะเลเกลือ” เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เค็มกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย สำหรับทะเลสาบเดดซี เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ยกเว้นแต่แบคทีเรียและเห็ดราบางชนิด โดยในปัจจุบันเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ และมีโรงแรมพี่พักผุดขึ้นบริเวณโดยรอบ

Advertisement

สำหรับประวัติของทะเลสาบเดดซี ในภาษาไทยปรากฏครั้งแรกๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษถ่ายมาจากภาษาเดิมว่า Dead pool มีประวัติย้อนไปอย่างน้อยก็สมัย 323 – 30 ปีก่อนคริสตกาล เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในไบเบิลเพราะเป็นยุคสมัยของอับราฮัม (บรรพบุรุษของชาวฮีบรู และอาหรับ) และการทำลายเมืองโสโดม และกอมอร์ราห์ ซึ่งทั้งสองเมืองนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า กล่าวว่า ถูกทำลายจากไฟสวรรค์ เพราะความชั่วร้ายของผู้คนดังกล่าวจะจมในบริเวณตอนใต้ของทะเลเดดซี และแม่น้ำที่แตกสาขาออกไปเป็นทางหนีของกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์แห่งอิสราเอล และภายหลังก็เป็นทางหนีของกษัตริย์เฮโรด กษัตริย์แห่งยูดาย

ทะเลเดดซี กินเนื้อที่ส่วนต่ำสุดของถ้ำในทะเลจอร์แดน-ทะเลเดดซี ยาว 560 กิโลเมตร ซึ่งขยายออกไปจากทางเหนือของสันปันน้ำแอฟริกาตะวันออก เป็นภูเขาที่จมลงในเขตรอบเลื่อนทวีปขนานสองรอยคือ ทางตะวันออก ตามขอบที่ราบสูงโมอาบ ซึ่งมองจากทะเลสาบนี้เห็นได้ง่ายกว่ารอยเลื่อนตะวันตก เป็นเครื่องหมายของการยกตัวในยุคจูแรสซิกและครีเทเชียส (ราว 208-66.4 ล้านปีที่ผ่านมา) ก่อนการเกิดถ้ำ ทะเลเมดิเตอร์เคไมโอซีน (23.7 – 5.3 ล้านปีที่ผ่านมา) ก้นทะเลยกตัวขึ้น ทำให้มีระดับสูงกว่าเดิมมาก ทะเลเดดซีอยู่ในเขตทะเลทราย น้ำเค็ม ฝนตกก็น้อย และไม่สม่ำเสมอ ปีหนึ่งราว 65 มิลลิเมตร

เหตุที่เรียกว่าเดดซี เพราะทะเลสาบนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย มีเพียงแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลนี้ระเหยขึ้น ทำให้เกลือในทะเลสาบเดดซีตกค้างอยู่ในบริเวณเดิมน้ำในทะเลสาบเดดซี จึงมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลปกติ ด้วยเหตุที่น้ำมีความเค็มมากขนาดนี้ ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ จึงเรียกทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบเดดซี มีความหมายว่า ทะเล

เพตรา มาจากภาษากรีก แปลว่า หิน คือ เมืองแห่งการแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา ซึ่งอยู่ระหว่าง ทะเลเดดซี กับ อ่าวอะกาบา ในประเทศจอร์แดน อดีตเคยเป็นเมืองการค้าขนาดใหญ่ ก่อนถูกลบเลือนหายนานกว่า 700 ปี จนมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบ เมื่อปี ค.ศ.1812 หรือ พ.ศ. 2355

นครเพตรา ได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ ให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ” ซึ่งในปัจจุบันสามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2550 เพตราได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

ยุคแรกเริ่มมีชนกลุ่มแรกที่เดินทางมาสู่เพตราคือ พวกเอโดไมต์ ราว 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนกลุ่มที่สร้างเมืองเพตราคือ ชาวนาบาเทียน ช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายอาหรับ และสกัดผาหินทรายเป็นบ้านเรือนอาศัย มีอาชีพเลี้ยงแกะ แต่เปลี่ยนมาค้าขาย รับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กองคาราวาน และเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น

เพตรา ตั้งอยู่เส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น และเป็นตลาดซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก อาทิ ยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียน อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำจืดสำคัญที่ต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส โดยชาวเพตรานับถือเทพเจ้า 2 องค์คือ ดูซาเรส เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และอัลอัซซา ชายาของเทพดูซาเรส เทพีแห่งน้ำ

เพตรา เจริญถึงขีดสูงสุดช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศักราชที่ 70 แต่จากการเกิดเมืองใหม่ และเส้นทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัย และสะดวกกว่า ทำให้เริ่มสูญเสียอำนาจลง และถูกต่างชาติโจมตี จนปี พ.ศ. 649 หรือ ค.ศ. 106 พวกโรมัน นำโดย จักรพรรดิทราจัน ได้เข้ายึดครอง และผนวกนครแห่งนี้เป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน จนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 เพตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของบิชอปแล้วถูกมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ก่อนเสื่อมถอยมาเรื่อยๆ จนลบเลือนหายไป
กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2355 หรือ ค.ศ. 1812 การค้นพบเพตรานำไปสู่การเปิดเผยต่อสายตาชาวโลกเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางจากจอร์แดนไปอียิปต์ เพื่อศึกษาถึงแหล่งที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ จนได้พบนครเพตรา แต่ถูกห้ามเข้า ทว่าเขาได้แอบบันทึกย่อไว้ขณะที่อูฐเดินผ่าน จนถูกเปิดเมืองสู่สายตาชาวโลกในเวลาต่อมา

ช่วงเวลาจากนั้น เพตราได้รับลงทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2528 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2550 หรือเมื่อ 11 ปีก่อน เพตราได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จนทำให้มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่แหนกันไปชมร่องรอยแห่งอารยธรรมกันอย่างมากมาย…